พาราสาวะถี

การขยับเพื่อสกัดนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตของรัฐบาลเศรษฐา เด่นชัดว่าส่วนใหญ่เป็นพวกขาประจำ คนหน้าเดิม ยิ่งสแกนยิ่งเห็นภาพเครือข่ายความร่วมมือ


การขยับเพื่อสกัดนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตของรัฐบาลเศรษฐา เด่นชัดว่าส่วนใหญ่เป็นพวกขาประจำ คนหน้าเดิม ยิ่งสแกนยิ่งเห็นภาพเครือข่ายความร่วมมือ เป้าหมายไม่ใช่แค่เตะตัดขา เศรษฐา ทวีสิน แต่อยู่ที่การล้มรัฐบาลพลิกขั้ว เพราะหากนโยบายสำคัญเดินต่อไม่ได้ ย่อมเกิดแรงกระเพื่อมเป็นแรงกดดันของคนส่วนใหญ่ที่พลาดหวัง มองว่าพรรคแกนนำรัฐบาลขี้ขลาด ผิดสัญญาที่ได้หาเสียงไว้กับประชาชน ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะกลายเป็นกระแสลุกฮือหรือไม่

สำหรับพวกขาประจำหากล้มได้จริงก็ถือว่าประสบความสำเร็จ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เศรษฐาย้ำแบบกระต่ายขาเดียว ต้องเดินหน้านโยบายเติมเงิน 1 หมื่นบาทเข้ากระเป๋าเงินดิจิทัลของประชาชนให้ได้ เพียงแต่เวลานี้อยู่ในกระบวนการปรับนโยบายของคณะอนุกรรมการที่พิจารณา เป็นหน้าที่ของ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยคลังจากเพื่อไทย ที่จะต้องฟังเสียงสะท้อนของฝ่ายค้านในคณะอนุกรรมการ ต้องการความชัดเจนเรื่องไหน และจะให้บทสรุปของนโยบายนี้ออกมาแบบไหน

เมื่อโจทย์ใหญ่คือต้องเดินหน้า ก็ต้องหาหลังพิง การเรียกร้องให้ประชาชนออกมาแสดงความเห็นสนับสนุนจนถูกมองเลยเถิดว่าเป็นการปลุกระดมให้ฝ่ายหนุนชนกับพวกเห็นต่าง แต่เสียงสำคัญอยู่ที่ภาคเอกชนหรือบรรดาขาใหญ่ฟากธุรกิจที่เคยมีพลังหนุนรัฐบาลสืบทอดอำนาจในช่วงกว่า 9 ปีที่ผ่านมา มองเห็นสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศเวลานี้เป็นอย่างไร และจะต้องใช้เครื่องมือกระตุ้นประเภทไหน หากสิ่งที่เพื่อไทยคิดและจะทำคือคำตอบ ก็ต้องช่วยกันกระทุ้งเพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าต่อไปในทันที

เงื่อนเวลาที่วางกันไว้จะเติมเงินเข้ากระเป๋าได้ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ปีหน้า อาจจะเป็นไปตามนั้นหรือล่าช้าออกไปแต่คงไม่นาน เมื่อสัญญาณจากเศรษฐาชัด คงรอดูความชัดเจนในการเลือกหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ในวันที่ 27 ตุลาคมนี้ ทุกอย่างจะทำให้เห็นภาพของการขยับจากพรรคแกนนำรัฐบาลได้ดียิ่งขึ้น หลังจากได้เข้ามากุมอำนาจรัฐตามที่ต้องการ และขยับปรับเปลี่ยนภายในพรรคแล้ว ประสาผู้ผ่านประสบการณ์อันโชกโชน ย่อมมองภาพอนาคตต่อไปได้ว่าจะเดินเกมกันแบบไหน

การออกมาต่อต้านนโยบายหลักของเพื่อไทย ก็เท่ากับการยำเกรงว่า พรรคนายใหญ่จะกลับมาครองความยิ่งใหญ่เหมือนในอดีต และจะเป็นเรื่องยากที่พวกอนุรักษนิยมสุดโต่งจะได้หวนกลับมากุมอำนาจ สามารถเนรมิต เอื้อประโยชน์ให้เครือข่ายได้มหาศาล เหมือนที่มีผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจเป็นตัวแทนกุมบังเหียนในช่วงกว่า 9 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ขาประจำจากพวกลากตั้งจะลุกขึ้นมาไล่บี้ถามความรับผิดชอบจาก กกต.ต่อการตัดสินคดีร้องเรียนการเลือกตั้ง

เป็นการแสดงความกังขาว่าเหตุใดผ่านการเลือกตั้งมาจะครบครึ่งปีแล้ว กระบวนการพิจารณาจึงล่าช้า เหมือนเจตนาที่จะใส่เกียร์ว่าง สร้างความไม่พอใจให้กับพวกอำนาจนิยม ที่ยังคงเชื่อว่าเป็นผู้มีพระคุณต่อกรรมการการเลือกตั้ง เนื่องจากผ่านการเลือกมาจากอำนาจของเผด็จการ คสช.และเผด็จการสืบทอดอำนาจ เป็นความหงุดหงิดที่อย่างน้อยควรจะมี สส.ทั้งจากก้าวไกล และเพื่อไทยถูกสอย สร้างความระส่ำทั้งต่อพรรคแกนนำรัฐบาลและพรรคแกนนำฝ่ายค้าน

ทั้งนี้ กกต.ได้มีการออกเอกสารชี้แจงการโพสต์ดังกล่าวของพวกลากตั้งว่า มีเรื่องที่อยู่ในกระบวนการพิจารณา จำนวนทั้งสิ้น 357 เรื่อง ได้มีการดำเนินการแล้วเสร็จ 267 เรื่อง ประกอบด้วยการพิจารณาคำร้อง 236 เรื่อง สั่งไม่รับ รวบรวมเป็นข้อมูล 156 เรื่อง และไม่มีมูล ยกคำร้อง สั่งยุติเรื่อง 80 เรื่อง มีการวินิจฉัยชี้ขาดสำนวน 31 สำนวน เป็นการยกคำร้อง 27 สำนวน ดำเนินคดีอาญา 3 สำนวน และยื่นคำร้องต่อศาล 1 สำนวน อยู่ระหว่างดำเนินการ 90 เรื่อง 

ถือเป็นรูปแบบการทำงานของ กกต.ชุดที่คลอดมาจากอำนาจเผด็จการและอำนาจสืบทอดที่เน้นการสื่อสารแบบทางเดียว คือการแจกแจงผ่านเอกสารข่าวเป็นหลัก หนนี้ก็เช่นกันด้วยความเกรงใจคนที่กังขา จึงมีการยืนยันว่า ทุกคำร้องได้นำเรื่องเข้าสู่กระบวนการสืบสวนไต่สวนตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด 2561 รวมถึงแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) 2566 และเรื่องที่ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วได้มีหนังสือแจ้งผู้ที่เกี่ยวข้องให้ทราบเป็นรายคดีแล้ว สำหรับเรื่องที่อยู่ระหว่างดำเนินการจะดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

นั่นก็คือ นับตั้งแต่วันเลือกตั้ง 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา กกต.มีเวลาไปถึง 14 พฤษภาคมปีหน้า ทั้งที่รู้และเข้าใจกติกาเป็นอย่างดี แต่พวกลากตั้งก็อดไม่ได้ที่จะเร่งรัดกระบวนการทำงานของ กกต. พอได้คำตอบแบบนี้ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นที่น่าพอใจหรือไม่ เนื่องจากดูแนวโน้มแล้วน่าจะมี สส.ถูกสอยน้อยกว่าจำนวนที่มีการปูดมาก่อนหน้า ทั้งก้าวไกลและเพื่อไทยคงจะโดนเล่นงานหนัก เป็นแบบนี้คงจะสร้างความหงุดหงิดให้กับทาสรับใช้เผด็จการสืบทอดอำนาจไม่น้อย ยิ่งมองไปถึงเวลาที่ กกต.ปล่อยให้ทอดยาวออกไป มันก็คือเงื่อนเวลาที่พวกลากตั้งกำลังจะหมดบุญที่ได้รับอานิสงส์จากการรัฐประหารเข้าไปทุกที

เมื่อท่าทีของพวกลากตั้งเป็นเช่นนี้ จึงน่าแปลกใจต่อกระบวนท่าของพรรคก้าวไกลที่เสนอญัตติซึ่งจะเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรสัปดาห์นี้คือ ขอให้สภาพิจารณาเห็นชอบ และแจ้งให้ ครม.ดำเนินการให้มีการออกเสียงประชามติ เพื่อสอบถามความเห็นของประชาชนต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะแนวทางนี้คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แน่นอนว่ายากที่จะผ่านเสียงตอบรับจากพวกลากตั้ง เหมือนที่ถูกตีตกมาแล้วในยุครัฐบาลผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจ

๑พอเข้าใจได้การที่ซีกรัฐบาลตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาเรื่องทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ หากปลายทางมีบทสรุปและผ่านความเห็นชอบจาก ครม. แล้วเสนอต่อ กกต.เพื่อการจัดทำประชามติ จะถือเป็นผลงานที่ใช้ระยะเวลาไม่นานและมีความเป็นไปได้มากที่สุด พรรคแกนนำฝ่ายค้านจึงต้องทำในสิ่งที่ต่างออกไป แต่เมื่อมองดูผลการเลือกตั้งนายก อบจ.กาญจนบุรีที่ผ่านมา แม้จะไม่ใช่ตัวชี้วัดที่สำคัญอะไร อย่างน้อยก็พอจะทำให้เห็นว่า หากยังคงแนวทางสุดโต่ง ประกอบกับยังมีข่าวฉาวที่สวนทางกับจุดยืนของพรรคอย่างต่อเนื่อง อะไรที่คิดว่าแน่ เพื่อไทยที่คิดว่าจะแย่ในการเลือกตั้งครั้งหน้า อาจไม่เป็นเช่นนั้นก็เป็นได้

Back to top button