
ปลดล็อกซื้อหุ้นคืนให้ยืดหยุ่น เอื้อประโยชน์ผู้ถือหุ้น-บจ.
นับตั้งแต่วันที่ 14 พ.ย.68 เป็นต้นไป โครงการซื้อหุ้นคืนของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จะมีความคล่องตัวมากขึ้น
เส้นทางนักลงทุน
นับตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป โครงการซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จะมีความคล่องตัวมากขึ้น เนื่องจากราชกิจจานุเบกษาได้ประกาศเกณฑ์ไหม่เรื่องโครงการซื้อหุ้นคืน โดยกำหนดให้
- บจ.สามารถทำโครงการซื้อหุ้นคืนได้ต่อเนื่อง โดยยกเลิกกฎเดิมที่จะต้องรอระยะเวลา 6 เดือน ภายหลังจากจบโครงการซื้อหุ้นคืนในช่วงก่อนหน้า
- ห้ามผู้ถือหุ้นใหญ่ซื้อขายช่วงซื้อหุ้นคืน โดยต้องมีมาตรการควบคุมไม่ให้ผู้ถือหุ้นใหญ่-ผู้บริหาร ซื้อขายเพื่อประโยชน์ส่วนตัวระหว่างโครงการซื้อหุ้นคืน
- เพิ่มระบบควบคุมภายใน (Internal Control) โดย บจ.จะต้องมีระบบที่ตรวจสอบได้ เช่น ผู้รับผิดชอบภายใน, ขั้นตอนการตรวจสอบ, เอกสารประกอบเพื่อ audit, วิธีประเมินราคาซื้อหุ้นคืน
- บจ.ต้องเปิดเผยข้อมูลมากกว่าเดิม เช่น วิธีซื้อหุ้นคืน (ผ่าน ตลท./โบรกเกอร์), มาตรการป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (conflict of interest), การรายงานสถานะโครงการเป็นระยะ ๆ, การรายงานผลเมื่อซื้อเสร็จสิ้น
- คณะกรรมการของ บจ.ต้องรับรองความโปร่งใส โดยรับรองว่าการซื้อหุ้นคืนไม่มีประโยชน์ทับซ้อน และต้องรับรองว่าบริษัทมีระบบควบคุมที่ตรวจสอบได้จริง
แนวคิดของการเปิดโอกาศให้ บจ.ซื้อหุ้นคืน เริ่มมาจากความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นของ บจ.นั้น ๆ ปรับตัวลดลง ขณะที่ฝ่ายบริหารของ บจ.เองเข้าใจพื้นฐานของกิจการดีว่าควรสะท้อนต่อราคาหุ้นที่เหมาะสมอย่างไร ดังนั้นฝ่ายบริหารก็จะทำหน้าที่พิจารณา กลั่นกรอง และตัดสินใจว่าสมควรทำโครงการซื้อหุ้นคืนหรือไม่เป็นลำดับขั้น
โครงการซื้อหุ้นคืนไม่สามารถทำได้ตามอำเภอใจ เพราะมีเงื่อนไขสำคัญกำหนดไว้ว่า บจ.จะต้องมีเงินสดส่วนเกิน และไม่มีความจำเป็นในการลงทุนระยะยาว จึงต้องการใช้เงินสดส่วนนั้นมาบริหารจัดการ
ก่อนที่ราชกิจจานุเบกษาจะมีการประกาศดังกล่าว การซื้อหุ้นคืนจะมีเงื่อนไขหลักและข้อกำหนดว่า หาก บจ.จะซื้อหุ้นคืนไม่เกิน 10% ของทุนชำระแล้ว ให้อำนาจคณะกรรมการบริษัทในการตัดสินใจซื้อหุ้นคืนได้ แต่หาก บจ.ซื้อคืนมากกว่า 10% ของทุนชำระแล้ว ต้องขอความเห็นชอบจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น และต้องซื้อหุ้นคืนภายใน 1 ปี
ส่วนการจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืนนั้น กำหนดระยะเวลาว่า ต้องจำหน่ายให้หมดภายใน 3 ปี นับแต่การซื้อหุ้นคืนเสร็จสิ้น โดยมีเงื่อนไขพิเศษ หากราคาหุ้นที่ซื้อคืนต่ำกว่าหรือเท่ากับราคาซื้อคืนเฉลี่ย สามารถขยายเวลาได้อีก 2 ปี และหากยังขายไม่หมดภายใน 2 ปี สามารถขยายเวลาได้อีก 1 ปี โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ถือหุ้น
สำหรับวิธีการจำหน่ายหุ้น สามารถทำได้โดยเสนอขายด้วยวิธีจับคู่อัตโนมัติผ่านระบบซื้อขายของ ตลท.หรือเสนอขายต่อผู้ถือหุ้นของบริษัทตามสัดส่วนการถือหุ้น, เสนอขายต่อกรรมการหรือพนักงานของบริษัท, เสนอขายต่อประชาชนเป็นการทั่วไป
การซื้อหุ้นคืนจะห้ามผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือผู้บริหารซื้อขายหุ้นในช่วงที่ บจ.ดำเนินการซื้อหุ้นคืน นอกจากนี้ บจ.ต้องมีระบบควบคุมภายในที่ตรวจสอบได้ เช่น ผู้รับผิดชอบภายใน, ขั้นตอนการตรวจสอบ และเอกสารประกอบ
รวมทั้ง บจ.ต้องเปิดเผยข้อมูลมากกว่าเดิม เช่น วิธีซื้อหุ้นคืน มาตรการป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และรายงานสถานะโครงการเป็นระยะ ๆ ตลอดจนคณะกรรมการบริษัทต้องรับรองความโปร่งใสในการซื้อหุ้นคืน และต้องรับรองว่าบริษัทมีระบบควบคุมที่ตรวจสอบได้จริง
โครงการซื้อหุ้นคืนนั้นมีประโยชน์กับตัว บจ.เพราะสามารถใช้เงินสดส่วนเกินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีเครื่องมือในการบริหารจัดการสภาพคล่อง ขณะที่ในอีกด้านก็เป็นประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นปัจจุบันโดยตรงจากการเพิ่มขึ้นของกำไรต่อหุ้น (Earnings Per Share: EPS) และอัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น (Return On Equity: ROE) ทำให้มีโอกาสได้รับเงินปันผลมากขึ้น และราคาหุ้นอาจปรับตัวสูงขึ้นด้วย เนื่องจากเมื่อจำนวนหุ้นลดลง กำไรต่อหุ้นจะสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ ดังนั้นผู้ถือหุ้นจึงได้รับผลตอบแทนมากขึ้น
นอกจากนี้ การซื้อหุ้นคืนยังสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน เพราะเป็นการส่งสัญญาณว่า บจ.นั้น ๆ มองว่าราคาหุ้นในตลาดต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง จึงยอมควักเงินสดส่วนเกินออกมาซื้อคืนไว้ ทำให้เพิ่มอุปสงค์ (demand) ในตลาด ซึ่งอาจเรียกได่ว่าเป็นการดูแลหุ้นอีกวิธีหนึ่ง
เฉพาะในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 มี บจ.ทำโครงการซื้อหุ้นคืนแล้วรวมทั้งสิ้น 45 บริษัท คิดเป็นมูลค่าโครงการซื้อหุ้นคืนรวมกัน 52,000 ล้านบาท ซึ่งเป็น “สถิติสูงสุด” ในรอบหลายปี หากนับจนถึงเดือนพฤศจิกายนนี้ จำนวน บจ.และมูลค่าโครงการฯ ย่อมสูงขึ้นมาก
เมื่อได้ปรับปรุงกฎระเบียบให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยอนุญาตให้ บจ.ซื้อหุ้นคืนได้ทันที ไม่ต้องทิ้งช่วงรอระยะเวลา 6 เดือนอีกต่อไป ก็จะทำให้ บจ.สามารถซื้อหุ้นคืนได้อย่างต่อเนื่องมากขึ้น ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งผู้ถือหุ้นและตัว บจ.เอง

