โบรกฯหนีตาย

จริง ๆ “โมนิก้า” ไม่อยากพูดถึงเรื่องที่ทำร้ายจิตใจใครทั้งนั้น แต่เป็นเพราะเราต้องอยู่บนโลกแห่งความจริงให้ได้ จึงต้องออกกมาพูดถึงสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ผิดแผกไปจากที่เคยเป็นมา


จริง ๆ “โมนิก้า” ไม่อยากพูดถึงเรื่องที่ทำร้ายจิตใจใครทั้งนั้น แต่เป็นเพราะเราต้องอยู่บนโลกแห่งความจริงให้ได้ จึงต้องออกกมาพูดถึงสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ผิดแผกไปจากที่เคยเป็นมา รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นก็ทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน อีฉันในฐานะโทรโข่งประจำตลาดหุ้น จึงต้องสวมบทนางร้ายเพื่อกระตุ้นเตือนความจำของคนที่อยู่บนหอคอยงาช้าง หลังพวกคุณ ๆ ท่าน ๆ ขยับช้าเหลือเกินพะยะค่ะ

เหมือนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับโบรกเกอร์หลายแห่งในเวลานี้ “โมนิก้า” มองเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจเหลือเกิน หลังมูลค่าการซื้อขายต่อวันลดลงมาอยู่ในระดับ 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งทำให้โบรกเกอร์หลายแห่งเลือกใช้วิธีเลิกจ้างมาร์เก็ตติ้ง และจ่ายชดเชยให้ก้อนหนึ่ง และเรื่องดังกล่าวก็ลามไปถึงนักวิเคราะห์บางโบรกเกอร์ก็ทยอยถูกบอกเลิกด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้อีฉันรู้สึกไม่ดีเจ้าค่ะ

เนื่องจากมูลค่าการซื้อขายที่ลดฮวบทำให้โบรกเกอร์อยู่ไม่ได้ จึงต้องหาทางลดต้นทุนทุกวิธีทางที่พอจะทำได้ และกว่าจะมาถึงวิธีปลดคน เพื่อให้โบรกเกอร์ไปต่อได้ ก็มีการใช้วิธีต่าง ๆ มาหมดแล้ว และวิธีถัดมาที่มีการพูดถึงเป็นระยะก็คือควบรวมโบรกเกอร์ ซึ่งจะตามมาด้วยการลดคนที่มีการทำงานซ้ำซ้อน พร้อมกันนั้นก็จะเอาระบบออนไลน์แบบฟูลสเกลมาแทนที่คนแบบนี้..โลกมันช่างเปลี่ยนแปลงเร็วจริง ๆ นะเนี่ย

ที่สำคัญคือ ตอนนี้มีข่าวออกมาเป็นระยะว่า โบรกเกอร์หลายแห่งกำลังพูดถึงแผนรวมกันหนาหูขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะบรรดาโบรกเกอร์ขนาดเล็ก ก็มีข่าวออกมาไม่ว่างในแต่ละวัน พร้อมกันนั้นก็มีข่าวออกมาไม่ว่างเว้นเช่นกันว่า เมื่อก่อนการทำไอพีโอช่วยให้โบรกเกอร์หลายแห่งมีวอลุ่มเทรดมากขึ้น แต่ทันทีที่ตลาดดังกล่าวเกิดอาการสะดุดกลางอากาศ และนักลงทุนไม่อยากจองซื้อ ก็ทำให้ปัญหาของโบรกเกอร์หนักขึ้นไปอีกนะคะ

งานนี้พูดได้ทันทีว่า คนในแวดวงตลาดทุนตกงานกันเป็นแถว! เพราะระบบนิเวศของตลาดหุ้นไทยกำลังพังลงอย่างช้า ๆ ซึ่งตอนนี้ก็มีข่าวออกมาว่า ปี 69 เหลือหุ้นไอพีโอที่จะเข้าตลาดหุ้นจริงแค่ 2 ตัว ผนวกกับที่ปรึกษาทางการเงินส่วนใหญ่มีแผนยื่นไฟลิ่งเพื่อนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในช่วงครึ่งปีหลัง จึงทำให้สถานการณ์ของตลาดหุ้นไทยดูอึมครึมมากขึ้นเรื่อย ๆ นะนายจ๋า! 

นอกจากนี้เมื่อคำนวณระยะเวลาที่ ก.ล.ต. จะประกาศอนุมัติไฟลิ่งนานถึง 180 วัน ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเข้าไม่ทันในปีดังกล่าว เนื่องจากอันเดอร์ไรท์ต้องดูสภาพของตลาดหุ้นเอื้อต่อการขายไหม? และเรื่องดังกล่าวก็นำไปสู่ข้อถกเถียงที่ว่า หากต้องตั้งราคาต่ำ ๆ บน พีอี 5-7 เท่า จะเข้าตลาดหุ้นไปทำไม? ในเมื่อบริษัทถูกลดแวลูมากเกินไป และการกู้แบงก์มาขยายธุรกิจมีต้นทุนสูงกว่าเข้าตลาดหุ้นนิดหน่อยนะซี

ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่า การนำบริษัทเข้าตลาดหุ้นเป็นการระดมทุนที่ไม่มีดอกเบี้ย และมีต้นทุนต่ำกว่าการกู้แบงก์แต่วันนี้ดันกลายเป็นว่า การกู้แบงก์เป็นเรื่องที่ดีกว่าเสียฉิบ และหลายบริษัทที่เตรียมจะเข้าตลาดหุ้นก็คิดแบบนั้น “โมนิก้า” เลยเกิดอาการหน้าซีดเผือดทุกครั้งที่ได้ยินคนในวงการหุ้นพูดเรื่องนี้ ผนวกกับหลายคนเริ่มไม่ให้ความสำคัญกับการเข้าตลาดหุ้นแบบนี้..มันจะรอดไหมล่ะคะ

เรื่องเดียวที่พอจะทำให้ตลาดหุ้นกลับมาดูดีก็คือ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นต้องงัดข้อมูลเด็ดออกมาโชว์สม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปันผลสูง หรือเรื่องราคาหุ้นถูก ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นในระบบเทรดที่แฟร์กับทุกฝ่าย ขณะเดียวกันหน่วยงานหน้าด่านอย่าง ก.ล.ต. ควรเลิกทำตัวเป็นขาโหดที่ชอบหวดยับ และหันมาเป็นพี่เลี้ยงในเรื่องต่าง ๆ เสียที!..ไม่เช่นนั้นคนในตลาดหุ้นจะครหาว่า บอร์ดชุดนี้เป็นหนึ่งในต้นเหตุที่ทำให้ตลาดหุ้นไร้เสน่ห์!..อีฉันหวังดีถึงพูดตรง ๆ นะเนี่ย!

โมนิก้าและทีมงาน

Back to top button