
‘พิมพ์เขียวยุทธศาสตร์สุขภาพ’ ผ่านตลาดทุนขับเคลื่อนประเทศ
ท่ามกลางกระแสความท้าทายด้านเศรษฐกิจ และการคลัง มีประเด็นหนึ่งที่ “เร่งด่วน” และ “สำคัญอย่างยิ่งยวด” ต่อการขับเคลื่อนประเทศ นั่นคือ “สุขภาพของประชาชน”
ท่ามกลางกระแสความท้าทายด้านเศรษฐกิจ และการคลัง มีประเด็นหนึ่งที่ “เร่งด่วน” และ “สำคัญอย่างยิ่งยวด” ต่อการขับเคลื่อนประเทศ นั่นคือ “สุขภาพของประชาชน”
ในอดีต “สุขภาพ” มักถูกจัดอยู่ในหมวด “รายจ่าย” หรือ “ภาระทางสังคม” โดยไม่ค่อยมีการมองเห็น ว่าจะสร้างเป็น “ผลตอบแทน” ได้อย่างไร?
หากมองลึกลงไป แท้จริงแล้ว “สุขภาพของคนไทย” ไม่ใช่เป็นเพียงแค่รายจ่าย แต่ยังสามารถ เป็น “สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ” ที่มีศักยภาพในการสร้างความมั่งคั่งและอนาคตที่ยั่งยืนให้กับประเทศได้ในอนาคต
ข้อเสนอแนะงานวิจัย จากสถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) รุ่นที่ 36 ในหัวข้อ “ขับเคลื่อนความเป็นอยู่ที่ดีอย่างเท่าเทียม และนวัตกรรมระบบสุขภาพแบบองค์รวมด้วยกลไกตลาดทุน”
(Thailand Global Medical Hub Fund “Bridging Equitable Well-being and Holistic Healthcare Innovation by Capital Market Mechanism”)
ไม่ใช่เพียงแค่แผนงานด้านสาธารณสุข แต่เป็น ‘พิมพ์เขียวเชิงยุทธศาสตร์‘ ที่มีเป้าหมายในการเปลี่ยนประเทศไทยจาก
สถานการณ์ที่กำลังเผชิญความท้าทายเชิงวิกฤตด้านเศรษฐกิจ การคลัง และสุขภาพ ให้กลายเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมสุขภาพระดับโลก ด้วยกลไกทางการเงินที่สร้างสรรค์และพลังความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และตลาดทุน
ความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์วิกฤตที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง ไม่ใช่เพียงด้านเศรษฐกิจ แต่รวมถึงความท้าทาย ด้านสุขภาพประชากร ที่อาจนำไปสู่ผลกระทบรุนแรงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน และปัญหาสังคมในระยะยาว
โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เป็นสาเหตุการเสียชีวิตถึง 74% ของประชากรไทย และกำลังส่งผลกระทบต่อวัยแรงงานให้เผชิญกับภาระค่ารักษาพยาบาล ทั้งของตนเองและคนรอบข้าง กลายเป็นข้อจำกัดในการสร้างความมั่งคั่งและเพิ่มความเหลื่อมล้ำทางสังคม
ในขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super Aging Society) โดยที่โครงสร้างพื้นฐานและงบประมาณด้านสาธารณสุขยังไม่พร้อมรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
จากปัจจัยต่าง ๆ นี้ รายงานงานวิจัยฉบับนี้ได้เสนอแผนยุทธศาสตร์เพื่อ “ยุติวิกฤตและสร้างประวัติการณ์ใหม่” โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนจุดอ่อนให้เป็นจุดแข็ง และปรับเปลี่ยนบทบาทจากการพึ่งพางบประมาณภาครัฐเป็นหลัก ไปสู่การใช้ “ตลาดทุนไทย“ เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ
ยุทธศาสตร์ 4 เสาหลัก เพื่อเอกราชทางเศรษฐกิจและสุขภาพ
- การจัดการ NCDs เชิงรุก และการสร้างฐานข้อมูลพันธุกรรมแห่งชาติ ดำเนินการคัดกรองสุขภาพเชิงรุกสำหรับประชากร 15-30 ล้านคน เพื่อป้องกันโรค NCDs ตั้งแต่ต้นทาง ลดอัตราผู้ป่วยลง 33% และฟื้นคืนชั่วโมงการทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแรงงาน
รวมถึง เพิ่มศักยภาพในการผลิตของวัยแรงงานไทยด้วยการสร้าง “ฐานข้อมูลพันธุกรรมแห่งชาติ (National Genomics Database) เพื่อต่อยอดจากการคัดกรองสุขภาพ สู่การจัดทำฐานข้อมูลพันธุกรรมเชิงลึก 5 แสนราย เพื่อให้เป็นสินทรัพย์ยุทธศาสตร์ของประเทศ
ผลลัพธ์ : คาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจคืนมาได้ถึง 4.3 แสนล้านบาท ภายใน 15 ปี ผ่านการรักษาที่แม่นยำ และใช้ National Genomics Database เป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาชุดตรวจ ยาเฉพาะบุคคล และ AI วิเคราะห์โรคที่มีความแม่นยำสูงสำหรับคนไทย โดยนักวิจัยและผู้ประกอบการด้านการแพทย์ในประเทศ
- การพัฒนาระบบนิเวศ MedTech ไทย
จัดตั้ง “Hospital One Fund” และปรับปรุงกฎระเบียบตลาดทุน เพื่อสนับสนุนให้สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ (MedTech) ของไทยสามารถเติบโตและสร้างงานที่มีทักษะสูงภายในประเทศ โดยไม่ต้องพึ่งพาการเติบโตในต่างประเทศ
ผลลัพธ์ : ลดการนำเข้าเทคโนโลยีทางการแพทย์ และส่งเสริมการก่อกำเนิดบริษัท MedTech ที่มีศักยภาพระดับ Unicorn ของคนไทย
- การเป็นศูนย์กลางด้านมะเร็งและการแพทย์แม่นยำระดับโลก (Cancer & Precision Hub)
ดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มุ่งมั่นที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็น “ศูนย์กลางรักษามะเร็งของเอเชีย”
โดยดึงดูดการลงทุนมูลค่า 3.5-5.4 แสนล้านบาท
กลไกอุดหนุนข้ามกลุ่ม (Cross-Subsidization Model) ใช้รายได้จากผู้ป่วยต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูง 1 ราย มาอุดหนุนการรักษาคนไทยได้ถึง 2 ราย ทำให้ประชาชนไทยสามารถเข้าถึงการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) ด้วยราคาที่เข้าถึงได้
ผลลัพธ์ : สร้างงานที่มีทักษะสูงกว่า 40,000 ตำแหน่ง และใช้รายได้จากต่างชาติมาสนับสนุนให้คนไทยกว่า 1 แสนรายต่อปี ได้เข้าถึงการรักษามะเร็งระดับโลก
- การพัฒนาเมืองรองสู่ศูนย์กลางการใช้ชีวิตสำหรับผู้สูงวัย (Silver Communities)
พลิกโฉมเมืองรองด้วยโมเดล PPP : ดึงดูดผู้เกษียณอายุที่มีคุณภาพชีวิตสูงกว่า 2 ล้านคน สร้างงานให้ผู้ช่วยพยาบาลและผู้ดูแล (Caregivers) กว่า 1 ล้านตำแหน่ง ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้สู่ครอบครัวไทยและสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในท้องถิ่น (Multiplier Effect)
การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระดับสูง เงินลงทุนมหาศาลจากต่างชาติ และการระดมทุนผ่านกองทุนฯ ในประเทศจะถูกนำมาสร้างและยกระดับระบบสาธารณูปโภค ทั้งศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพ และพื้นที่สีเขียวเพื่อสุขภาพ (Healthy Public Spaces)
รวมถึงเปลี่ยน คนไทยจากผู้จ่ายเงินรับบริการ ให้เป็นเจ้าของกิจการ Global Medial Hub มีส่วนร่วมในรายได้จากธุรกิจด้านสุขภาพ และมีโอากาสเข้าถึงบริการด้านสุขภาพอย่างเท่าเทียม
ผลลัพธ์ : กระจายความมั่งคั่งสู่ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน และคนไทยจะได้รับประโยชน์จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ร่วมกับชาวต่างชาติ เป้าหมายเชิงรูปธรรม (10-15 ปีข้างหน้า)
หากภาครัฐปรับบทบาทจาก “ผู้จ่าย“ (Payer) เป็น “ผู้สนับสนุน“ (Enabler) ให้คนไทยได้เป็นเจ้าของ strategic asset เหล่านี้ผ่านกองทุน Thailand Global Medical Hub Fund (TGMHF) จะทำให้ประเทศ สามารถบรรลุเป้าหมายสำคัญดังต่อไปนี้
ด้านสุขภาพ : ลดอัตราการเกิดโรค NCDs ลง 33%
ด้านเศรษฐกิจ : ดัน GDP ไทยให้เติบโตเพิ่มขึ้นเฉลี่ย +2.15% ถึง +5.1% ต่อปี
ด้านการจ้างงาน : สร้างงานใหม่ในอุตสาหกรรมสุขภาพรวม 1.2 ล้านตำแหน่ง (รวมพยาบาลเฉพาะทาง 1.5 แสนคน และผู้ช่วยดูแลผู้สูงอายุ 1 ล้านคน)
ด้านการเงิน : ระดมทุน 5 แสนล้านบาท เข้าสู่ระบบผ่านตลาดทุน โดยไม่สร้างภาระหนี้สาธารณะเพิ่มเติม
ข้อเสนอแนะนี้เป็นมากกว่าเพียงรายงานวิจัย แต่เป็นทางเลือกเชิงกลยุทธ์ที่จะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส เพื่อให้ประเทศไทยสามารถยกระดับบทบาทในฐานะศูนย์กลางด้านสุขภาพระดับโลกได้อย่างมีศักดิ์ศรี
หากหน่วยงานใดของภาครัฐมีความสนใจใน “พิมพ์เขียวเชิงยุทธศาสตร์“ ฉบับนี้ สามารถขอข้อมูลงานวิจัยฉบับเต็มได้จาก สถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.)
อึ้งย้ง
