จากยุคเลือกหุ้นรายตัว สู่ยุค ETF ใบเบิกทาง CFA ยังสำคัญไหม?

ช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา คนที่สอบเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์การลงทุนและการเงิน (Chartered Financial Analyst:CFA) เคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในใบเบิกทางที่ทรงพลังที่สุดในโลกการลงทุน 


ช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา คนที่สอบเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์การลงทุนและการเงิน (Chartered Financial Analyst:CFA) เคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในใบเบิกทางที่ทรงพลังที่สุดในโลกการลงทุน 

คนที่สอบผ่าน CFA มักถูกมองว่าเป็นคนที่เข้าใจการเงินลึก อ่านงบเก่ง วิเคราะห์หุ้นเป็น และมีโอกาสเข้าสู่อาชีพสายการลงทุนระดับสูงได้ง่ายขึ้น

แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกการลงทุนเปลี่ยนไปอย่างมาก จนหลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า ในยุคที่ทุกคนซื้อ กองทุนรวมที่ซื้อขายหุ้นบนตลาดหุ้นได้เหมือนหุ้น (ETF) ได้เอง และ AI วิเคราะห์ข้อมูลได้เร็วกว่าเดิม CFA ยังสำคัญอยู่ไหม

คำถามนี้น่าสนใจมาก เพราะมันสะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของโลกการเงิน

หากย้อนกลับไปเมื่อ 20-30 ปีก่อน การเข้าถึงข้อมูลทางการเงินถือเป็น privilege อย่างหนึ่ง คนทั่วไปไม่มีข้อมูลเรียลไทม์ ไม่มีเครื่องมือวิเคราะห์ดี ๆ และซื้อหุ้นต่างประเทศได้ยากมาก

ดังนั้น คนที่มีความรู้การเงินเชิงลึกจึงมีมูลค่าสูงมาก นักวิเคราะห์หรือผู้จัดการกองทุนที่อ่านงบเก่ง วิเคราะห์บริษัทเก่ง อาจสร้างความได้เปรียบเหนือตลาดได้จริง

แต่ปัจจุบัน ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว

ข้อมูลทางการเงินหาได้ฟรีจากอินเทอร์เน็ต งบการเงินโหลดได้ในไม่กี่วินาที AI สามารถสรุปรายงานบริษัทได้ทันที ข่าวเศรษฐกิจถูก algorithm วิเคราะห์เร็วกว่ามนุษย์ และ ETF ทำให้คนทั่วไปสามารถ ซื้อทั้งตลาดได้ง่ายขึ้นมาก

เมื่อก่อน หากนักลงทุนอยากลงทุนในตลาดหุ้นอเมริกา เขาอาจต้องฝากเงินให้กองทุนรวมที่มีผู้จัดการกองทุนเลือกหุ้นให้ เพราะเชื่อว่ามนุษย์ที่เก่งจริงจะสามารถเอาชนะตลาดได้

แต่วันนี้ นักลงทุนทั่วไปสามารถซื้อ ETF อย่าง S&P500 ได้ในไม่กี่วินาที และได้ผลตอบแทนใกล้เคียงเศรษฐกิจอเมริกาทั้งระบบ ด้วยค่าธรรมเนียมที่ต่ำมาก

เมื่อเวลาผ่านไป สถิติก็เริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่ากองทุน active จำนวนมากกลับแพ้ benchmark ของตัวเองหลังหักค่าธรรมเนียม นักลงทุนจำนวนมากจึงเริ่มหันไปลงทุนแบบ passive ผ่าน ETF แทน

สิ่งนี้ทำให้หลายคนเริ่มมองว่า ความรู้การเงินแบบดั้งเดิมอาจไม่ได้สร้างความได้เปรียบเหมือนในอดีตอีกต่อไป

แต่จริง ๆ แล้ว CFA ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเป็นแค่ใบรับรองสำหรับ การเลือกหุ้นเก่ง เท่านั้น

แก่นสำคัญของ CFA คือการสร้าง framework ทางการเงินที่เป็นระบบ มันสอนตั้งแต่การวิเคราะห์งบการประเมินมูลค่า การบริหารความเสี่ยง การสร้างพอร์ตลงทุน เศรษฐศาสตร์มหภาค ตราสารหนี้ อนุพันธ์ ไปจนถึงจรรยาบรรณวิชาชีพ

กองทุนขนาดใหญ่ ธนาคาร บริษัทจัดการสินทรัพย์ หรือ Pension fund ไม่ได้ต้องการแค่คนที่ดูเก่งในอินเทอร์เน็ต แต่ต้องการคนที่มีมาตรฐานวิชาชีพที่เป็นสากล และเข้าใจความเสี่ยงในระดับลึก

CFA จึงยังทำหน้าที่เป็นเหมือนเครื่องยืนยันบางอย่าง มันไม่ได้การันตีว่าใครจะเก่งที่สุด แต่บอกได้ระดับหนึ่งว่าคนคนนั้นผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เข้มข้น มีวินัย และเข้าใจการเงินระดับมืออาชีพ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เปลี่ยนไปจริง ๆ คือ การมี CFA อย่างเดียวเริ่มไม่เพียงพอแล้ว

เมื่อก่อน แค่มี CFA ก็อาจสร้างความแตกต่างได้มาก แต่วันนี้ คนเก่งด้านการเงินมีจำนวนมากขึ้น โลกจึงเริ่มให้คุณค่ากับคนที่มี skill combination มากกว่า skill เดี่ยว

ตัวอย่างที่เห็นชัดคือต้องมี

* CFA + Programming

* CFA + Data Analytics

* CFA + AI

* CFA + Communication

คนกลุ่มนี้สามารถเชื่อมโลกการเงินเข้ากับเทคโนโลยีได้ บางคนสร้างระบบวิเคราะห์ข้อมูลอัตโนมัติ บางคนทำ Quantitative Investing และบางคนสร้างผู้ติดตามของตัวเองผ่าน YouTube หรือ X

โลกการลงทุนยุคใหม่จึงไม่ได้แข่งขันกันแค่ว่า ใครรู้มากกว่าแต่แข่งขันกันว่า ใคร Leverage ระบบได้ดีกว่า

อีกเรื่องที่ CFA ให้ความสำคัญมากคือ Behavioral Finance หรือพฤติกรรมมนุษย์ในการลงทุน

ในโลกจริง นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ได้แพ้ตลาดเพราะไม่มีความรู้ แต่แพ้เพราะอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นการ panic ตอนตลาดลง ความโลภตอนตลาดขึ้น หรือการซื้อแพงขายถูก ทั้งที่รู้ทฤษฎีทุกอย่างอยู่แล้ว

ดังนั้น ความสามารถในการเข้าใจ มนุษย์จึงสำคัญไม่แพ้การเข้าใจ ตัวเลข

อึ้งย้ง

Back to top button