SET เกิด Risk off…1320-1350 เป็นโซนทยอยซื้อสะสมเชิงพื้นฐาน

การตอบโต้ของอิหร่านขยายตัวเกินกรอบที่คาดการณ์ไว้หลัง Ayatollah Ali Khamenei ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิต อิหร่านได้โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรน กาตาร์ UAE และอิสราเอล


การตอบโต้ของอิหร่านขยายตัวเกินกรอบที่คาดการณ์ไว้หลัง Ayatollah Ali Khamenei ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิต อิหร่านได้โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรน กาตาร์ UAE และอิสราเอล และสนามบินดูไบอินเตอร์เนชันแนล โดรนพุ่งเป้าโจมตีใกล้สถานทูตสหรัฐฯ ในซาอุดีอาระเบีย เข้าสู่ความขัดแย้ง QatarEnergy หยุดการผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ภายหลังเกิดเหตุโจมตีทางทหารต่อโครงการ Ras Laffan ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตหลักของประเทศ

InnovestX มองว่าโอกาสที่สงครามจะยืดเยื้อมีมากขึ้น หลังเส้นทางฮอร์มุซกึ่งปิดแล้วเชิงปฏิบัติ แม้ยังไม่มีการปิดอย่างเป็นทางการ ค่าประกันภัยเรือปรับตัวสูงขึ้นดัชนีค่าระวางบรรทุกน้ำมันปรับขึ้น 767% แล้วในปีนี้ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อ ในสถานการณ์นี้ Brent แตะ 70-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล GDP ไทยลดสู่ 1.5% เงินเฟ้อปรับขึ้นสู่ระดับสูงกว่า 1.0% กนง. ชะลอการลดดอกเบี้ยและอาจคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 1.00% ขณะที่ Fed อาจต้องคงดอกเบี้ยที่ 3.63% ตลอดปี ท่ามกลางเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นทำให้ US Bond yield 10 ปี มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นจากระดับราว 4.1% เป็น 4.4% ในช่วงสิ้นปี ขณะที่ 2 ปี มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นจากระดับราว 3.4% เป็น 3.86% ในช่วงสิ้นปี และค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ทำให้ค่าเงินบาทอาจอ่อนค่าแตะระดับ 34 บาท/ดอลลาร์ในช่วงปลายปี

ส่วนตลาดหุ้นไทย InnovestX มองว่า แม้ระยะสั้น SET จะเกิดภาวะ Risk-off จากวิกฤตในตะวันออกกลางที่ดันต้นทุนพลังงานพุ่งสูง และความตื่นเต้นเรื่องเสถียรภาพการเมืองไทยหลังเลือกตั้งได้ถูก Price-in ไปหมดแล้ว แต่ INVX มองว่า “ความกลัวที่เกินกว่าเหตุ” กำลังสร้างโอกาสลงทุนรอบใหม่ โดยประเมิน SET ที่ 1,320-1,350 จุด เป็นโซนน่าสนใจทยอยสะสมเชิงพื้นฐาน เนื่องจาก 1) 1350 เป็นจุดที่มีแรงซื้อจากต่างชาติเข้ามาจำนวนมากหลังทราบผลเลือกตั้งไทย จึงเป็นจุดที่มีนัยสำคัญทางจิตวิทยา และ 2) หากวิกฤตในตะวันออกกลางไม่ยืดเยื้อเกิน 3 เดือน จะมีผลกระทบจำกัดต่อเศรษฐกิจไทย โดยคาด GDP เติบโตลดจาก 1.7% เป็น 1.5% และ EPS SET ลดจาก 95.7 บาท เป็น 94.1 บาท ซึ่งหากอิง PER 14 เท่าซึ่งเป็นระดับก่อนเงินทุนไหลเข้ารอบใหญ่ จะได้ SET ที่ระดับ 1,320 จุด ถือเป็นโซนที่ Downside Risk ต่ำมากในเชิงมูลค่า ปัจจัยติดตาม คือ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง, ไทมไลน์การเปิดรัฐสภาเลือกประธานสภาและนายกรัฐมนตรี และ PCE ของสหรัฐฯ กลยุทธ์ลงทุนระยะสั้นสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ จึงแนะนำ “Selective Buy” สำหรับ 3 ธีมเทรดดิ้งที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวดังนี้  

  1. หุ้น High Dividend เพื่อเน้นพักเงินและดักรับเทศกาลขึ้น XD ใน มี.ค.–พ.ค. 69 ซึ่งจะช่วยลดแรงกระแทกของพอร์ตและสร้างผลตอบแทนที่จับต้องได้จริงในช่วงที่ตลาดรอความชัดเจนของปัจจัยลบ (สะสมก่อนขึ้น XD ในช่วง มี.ค.-พ.ค. นี้) โดยเลือกหุ้นที่ประกาศจ่ายเงินปันผลจากกำไรปี 2568 (หลังหักเงินปันผลจ่ายระหว่างกาลไปแล้ว) ซึ่งให้ Div. Yield เกิน 5% และราคาหุ้นผันผวนต่ำ (Beta < 1) อีกทั้งมีผลกำไรและฐานะการเงินที่มั่นคง ได้แก่ SIRI, KTB, KTC, KBANK, KKP, TISCO, BAM, AP, TLI 
  2. หุ้น Fast Rebound เพื่อดักเด้งหุ้นคุณภาพที่ลงแรงเกินเหตุ (Panic Sell) จากวิกฤตในอิหร่าน โดยเลือกหุ้น SET50 ที่มีค่า Beta > 1 ซึ่งหลังเกิดเหตุราคาหุ้นปรับลงแรงกว่า SET ขณะที่กำไรได้รับผลกระทบโดยตรงจำกัดจากต้นทุนน้ำมันขึ้น ซึ่งคาดหวังตลาดฟื้นตัวจะมีเม็ดเงินไหลกลับ ได้แก่ GULF, DELTA, BJC, HMPRO, OSP , CBG,  SAWAD, MTC, TIDLOR 
  3. หุ้น Sector Rotation เพื่อสลับเข้ากลุ่มที่เสียประโยชน์จากต้นทุนน้ำมันขึ้นและเปราะบางจากมีฐานลูกค้าตะวันออกกลาง หากเริ่มมีสัญญาณคลี่คลายในตะวันออกกลาง โดยเลือกหุ้น SET100 ที่มีค่า Beta > 1 และหลังเกิดเหตุราคาหุ้นปรับลงแรงกว่า SET  เพราะจะเป็นกลุ่มที่วิ่งแรงที่สุดในรอบถัดไป ซึ่งคาดหวังจะเกิด Short Covering ได้แก่ GPSC, BGRIM, AOT, MINT, CENTEL, AWC, ERW, AAV, IVL, PTTGC, IRPC, TOP, BH, KCE 

นางสาวณัฏฐ์วริน ไตรภพสกุล

ผู้อำนวยการอาวุโส Equity Strategy Team

บล. InnovestX บริษัทหลักทรัพย์ในกลุ่ม SCBX

Back to top button