ตลาดทุนไทยยกระดับ ESG ผลประเมินปี 68 สะท้อนความจริงจังยั่งยืน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวคิดเรื่องความยั่งยืนได้กลายเป็นหนึ่งในแกนหลักของการดำเนินธุรกิจทั่วโลก และประเทศไทยเองก็ไม่ได้อยู่นอกกระแสนี้


ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวคิดเรื่องความยั่งยืนได้กลายเป็นหนึ่งในแกนหลักของการดำเนินธุรกิจทั่วโลก และประเทศไทยเองก็ไม่ได้อยู่นอกกระแสนี้ ภาพสะท้อนที่ชัดเจนประการหนึ่งมาจากผลการประเมิน FTSE Russell ESG Scores ปี 2568 ซึ่งจัดทำร่วมกันระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและ FTSE Russell โดยผลลัพธ์ในปีนี้แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าบริษัทจดทะเบียนไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการบริหารองค์กร ที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงผลประกอบการทางการเงิน แต่ให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลควบคู่กันไป

จากการประเมินบริษัทจดทะเบียนจำนวน 222 แห่ง พบว่าคะแนนเฉลี่ย ESG อยู่ที่ 3.6 จากคะแนนเต็ม 5 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังมีถึง 124 บริษัทที่สามารถทำคะแนนได้สูงกว่าค่าเฉลี่ย ภาพรวมนี้สะท้อนให้เห็นถึงการยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในตลาดทุนไทยอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยข้อมูลที่ครอบคลุมมากขึ้น การกำหนดนโยบายด้าน ESG อย่างจริงจัง หรือการนำประเด็นความยั่งยืนเข้าไปผสานกับกลยุทธ์องค์กรในระยะยาว สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงกระแสชั่วคราว แต่กำลังฝังรากลึกในโครงสร้างการบริหารขององค์กรไทยจำนวนมาก

เมื่อพิจารณาในเชิงลึกตามเสาหลักทั้งสามด้าน จะเห็นการพัฒนาไปในทิศทางเดียวกันอย่างชัดเจน มิติด้านสิ่งแวดล้อมมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3.0 จาก 2.3 ในปีก่อนหน้า สะท้อนความพยายามของภาคธุรกิจในการจัดการพลังงาน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แม้ตัวเลขอาจยังไม่อยู่ในระดับสูงสุด แต่การขยับขึ้นอย่างก้าวกระโดดในเวลาเพียงหนึ่งปีบ่งชี้ถึงการตื่นตัวอย่างจริงจังขององค์กรไทยต่อประเด็นสิ่งแวดล้อมที่กำลังเป็นวาระสำคัญของโลก

ด้านสังคมเองก็มีพัฒนาการที่โดดเด่นไม่แพ้กัน คะแนนเฉลี่ยปรับเพิ่มเป็น 3.4 จาก 2.8 ในปีก่อน สะท้อนการให้ความสำคัญกับแรงงาน ความปลอดภัย สุขภาพ การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ตลอดจนการมีส่วนร่วมกับชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย บริษัทจำนวนมากเริ่มตระหนักว่าการเติบโตทางธุรกิจไม่อาจแยกขาดจากคุณภาพชีวิตของพนักงานและสังคมรอบข้าง การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์และความสัมพันธ์กับชุมชนจึงไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นการลงทุนเพื่อความมั่นคงในระยะยาว

ขณะที่มิติด้านธรรมาภิบาลยังคงเป็นจุดแข็งของบริษัทจดทะเบียนไทย ด้วยคะแนนเฉลี่ยสูงถึง 4.5 เพิ่มขึ้นจาก 4.2 ในปีก่อนหน้า ตัวเลขนี้สะท้อนถึงมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการที่ค่อนข้างแข็งแรง ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างคณะกรรมการ ความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล การบริหารความเสี่ยง หรือการต่อต้านคอร์รัปชัน ธรรมาภิบาลที่ดีไม่ได้เพียงช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญของการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่รอบคอบและยั่งยืน

เมื่อมองในระดับอุตสาหกรรม ภาพรวมยิ่งตอกย้ำถึงการยกระดับทั้งระบบ คะแนนเฉลี่ย ESG ของทุกกลุ่มอุตสาหกรรมในปี 2568 ขยับมาอยู่ในช่วง 3.3–4.0 จากเดิมที่อยู่เพียง 2.8–3.4 ในปีก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าที่น่าสนใจอย่างยิ่ง กลุ่มที่โดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ Oil & Gas และ Utilities ที่มีคะแนนเฉลี่ยราว 3.5 สะท้อนแรงกดดันและความคาดหวังที่สูงจากสังคมต่ออุตสาหกรรมที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยตรง ด้านสังคม กลุ่ม Health Care และ Utilities ทำผลงานได้ดีเป็นพิเศษ ด้วยคะแนนเฉลี่ยประมาณ 3.9–4.0 ซึ่งสอดคล้องกับบทบาทของธุรกิจเหล่านี้ในการดูแลคุณภาพชีวิตของผู้คน ส่วนด้านธรรมาภิบาลนั้นแทบทุกอุตสาหกรรมมีคะแนนใกล้เคียงกัน อยู่ในช่วง 4.1–4.6 แสดงถึงมาตรฐานการกำกับดูแลที่ค่อนข้างสม่ำเสมอทั่วทั้งตลาด

ตัวเลขทั้งหมดนี้กำลังบอกเราอย่างชัดเจนว่า ESG ไม่ได้เป็นเพียง คะแนนประเมินบนรายงาน แต่กำลังกลายเป็นภาษากลางของโลกธุรกิจยุคใหม่ นักลงทุนใช้ ESG เป็นหนึ่งในเกณฑ์ตัดสินใจ ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบของแบรนด์มากขึ้น ขณะที่องค์กรเองก็เริ่มมองเห็นว่าความยั่งยืนคือปัจจัยสำคัญของความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว การที่บริษัทไทยจำนวนมากสามารถยกระดับคะแนนได้ภายในเวลาเพียงหนึ่งปี สะท้อนถึงความตั้งใจจริงในการปรับตัว ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนานโยบายภายใน การปรับปรุงกระบวนการทำงาน หรือการยกระดับการเปิดเผยข้อมูลให้โปร่งใสและตรวจสอบได้มากขึ้น

สำหรับ FTSE Russell ESG Scores ปี 2568 ไม่ได้สะท้อนเพียงภาพปัจจุบันของตลาดทุนไทยเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นทิศทางอนาคตที่ชัดเจนยิ่งขึ้น อนาคตที่ธุรกิจไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่องกำไรหรือส่วนแบ่งตลาด แต่แข่งขันกันด้วยความรับผิดชอบต่อโลก ต่อสังคม และต่อธรรมาภิบาล องค์ประกอบเหล่านี้กำลังกลายเป็นรากฐานสำคัญของความเชื่อมั่นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวของเศรษฐกิจไทย หากแนวโน้มนี้ยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างต่อเนื่อง ตลาดทุนไทยก็มีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในตลาดที่โดดเด่นด้านความยั่งยืนในภูมิภาค และเป็นตัวอย่างของการผสาน การเติบโตทางธุรกิจเข้ากับความรับผิดชอบต่อสังคมได้อย่างสมดุลและมีพลัง

อึ้งย้ง

Back to top button