ทองปั่นป่วน..หุ้นป้อแป้

ในที่สุดทั้ง “ตลาดหุ้น” และ “ตลาดทองคำ” ก็เกิดอาการป่วนหนักแบบที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ซึ่งผู้รู้หลายคนพูดเหมือนกันว่า เป็นการทำกำไรระยะสั้น หลังจากปรับตัวขึ้นมาเยอะ


ในที่สุดทั้ง “ตลาดหุ้น” และ “ตลาดทองคำ” ก็เกิดอาการป่วนหนักแบบที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ซึ่งผู้รู้หลายคนพูดเหมือนกันว่า เป็นการทำกำไรระยะสั้น หลังจากปรับตัวขึ้นมาเยอะ แต่ในขณะเดียวกันก็มีผู้รู้บางส่วนพูดไปถึงขั้นที่ว่า ฟองสบู่แตก! ซึ่งเป็นคำพูดที่อาจดูรุนแรงมากเกินไปหน่อย เพราะสภาพโดยรวมไม่ได้แย่จนถึงขั้นวิกฤต ผนวกกับคนบ้า ๆ บอ ๆ อย่าง “ทรัมป์” ยังไม่ได้ทำอะไรแบบสุดโต่ง ภาพรวมเลยไม่ได้แย่อย่างที่กังวลค่ะ

สาเหตุที่ “โมนิก้า” กล้าพูดเช่นนี้เป็นเพราะการร่วงของตลาดหุ้นไทยมันเกิดจากหุ้น DELTA ปรับตัวลงไปถึง 5 บาท ซึ่งมีผลต่อดัชนีมากถึง 5 จุด และเมื่อหันมาดูการยืนปิดของดัชนีที่ระดับ 1,321.42 จุด ลบไป 4.20 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 4.35 หมื่นล้านบาท ก็ฟันธงได้ทันทีว่า หุ้นตัวนี้มีผลกระทบกับตลาดหุ้นไทยมาก ๆ ขณะที่หุ้นใน SET50 ก็มีทั้งขึ้นลงคละกันไป แต่ไม่สามารถยับยั้งการทิ้งตัวของดัชนีได้ วันนี้เลยต้องลุ้นให้พี่เดลเด้งขึ้นนะจ๊ะ

ส่วนที่น่าเป็นห่วงจริง ๆ กลายเป็นทองคำ เพราะราคาหุ้นไหลลงแรงมาก และตอนที่ “โมนิก้า” กำลังเริ่มปั่นต้นฉบับ ก็เห็นราคาทองปรับตัวลง 3,600 บาท และมายืนอยู่ที่ระดับ 7 หมื่นบาท พร้อมกับมีคำอธิบายมากมายว่า ทองคำมีโอกาสปรับตัวลงอีก อันเป็นผลมาจากราคาทองที่ลงแรง ทำให้นักลงทุนจำนวนมากมองว่า “ทองถูกแล้ว” จึงหวนกลับเข้าไปซื้อกันอีกครั้ง  ซึ่งจะเป็นการเปิดช่องให้กองทุนสาดทองออกมาอีกนะจะบอกให้

จุดที่น่าสนใจคือ คำพูดของกคุณพี่ “จิตติ” นายกสมาคมค้าทองคำที่เปรยให้ฟังว่า “ถ้าเป็นการซื้อขายทองคำจริง ๆ ราคาจะไม่เหวี่ยงแรงแบบนี้ สิ่งที่เห็นมันคือเกมของกองทุนที่อ่านจิตวิทยานักลงทุนได้เก่งมาก” จึงกลายเป็นเกมที่นักเล่นทองต้องจับทางให้ดี และต้องเข้าออกให้เร็วขึ้นกว่าเดิม เพราะยังไม่มีใครรู้ว่า ราคาทองจะไหลลงไปอยู่ตรงราคาไหน? และการเด้งกลับเที่ยวนี้จะขึ้นไปถึง 88,000 บาทได้อีกอะป่าว!

ส่วนรายที่ต้องยอมรับว่า แข็งจริง! อีฉันคงมองไปที่หุ้น AOT เพื่อชี้ให้เห็นฐานหุ้นที่ราคา 50 บาทเป็นจุดเด้งที่มั่นคงมาก ๆ หลังราคาหุ้นลงแตะระดับดังกล่าวเป็นครั้งที่ 3 ต่อจากนั้นเด้งขึ้นทันที ก่อนจะยืนปิดไปที่ระดับ 51 บาท บวกไป 0.75 บาท หรือขึ้นไป 1.50% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.33 พันล้านบาท ขณะเดียวกันจะเห็นว่า ท่ามภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ทั่วโลก แต่บริษัทยังประคองกำไรได้แบบนี้..ของมันต้องมีเจ้าค่ะ

ตัวถัดมาต้องมองไปที่หุ้น TOP เพราะเป็นหุ้นที่จะกลับมาทำกำไรเบ่งบานในปีนี้ ซึ่งเป็นชนวนเหตุให้นักลงทุนสถาบันกลับเข้ามาไล่ซื้อหุ้นตลอดเดือน ม.ค. จนราคาหุ้นวิ่งจาก 36 บาทขึ้นไปถึง 43 บาท “โมนิก้า” ถึงมองการอ่อนตัวลงมาปิดที่ระดับ 42.50 บาท ลบไป 0.25 บาท หรือลงไป 0.60% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 823 ล้านบาท ยังไม่มีอะไรต้องกังวลมาก เพราะเที่ยวนี้ขึ้นมาด้วยพื้นฐานล้วน ๆ จ้า

เช่นเดียวกับในรายของ KTB ยังคงยืนหยัดที่แนวรับบริเวณ 28 บาทเป็นเวลา 2 เดือน ซึ่งเป็นจุดที่ชี้ให้เห็นว่า นักลงทุนสถาบันยังต้องการเก็บหุ้นตัวนี้ และถ้าดูสตอรี่เรื่องผลงานของแบงก์ล้อไปกับนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ “โมนิก้า” ถึงมีความเชื่อลึก ๆ ว่า การยืนปิดเสมอตัวที่ระดับ 28.25 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 783 ล้านบาท เหมาะต่อการซื้อลงทุนระยะกลางถึงยาวนะออเจ้า

ส่วนคนที่ชอบความท้าทาย “โมนิก้า” แนะนำให้มองไปที่ CPN หลังราคาหุ้นขยับตัวขึ้นช้า ๆ ซึ่งสังเกตได้จากเดือน มิ.ย. ปี 68 หุ้นลงไปทำโลว์ที่บริเวณ 41 บาท ต่อจากขึ้นขึ้นมาเรื่อย ๆ จนไปทำไฮที่บริเวณ 58.50 บาท ต่อจากนั้นร่วงลงมาที่บริเวณ 50 บาท ก่อนจะขึ้นยืนปักหลักที่บริเวณ 55 บาทพักใหญ่ อีฉันเลยมองว่า การยืนปิดที่ระดับ 58 บาทเป็นจังหวะของการเก็บหุ้นเพื่อลุ้นให้หุ้นวิ่งกลับไปยืนแถว 65 บาทอีกรอบไงล่ะคะ

โมนิก้าและทีมงาน

Back to top button