
KGEN รับอานิสงส์โรงงาน Chery ระยอง เดินเครื่อง EV ตั้งเป้าผลิต 80,000 คันต่อปี
KGEN เดินหน้าเร่งเครื่องธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า หลังโรงงานผลิตของ Chery Group, OMODA & JAECOO Thailand ที่ จ.ระยอง เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ตั้งเป้ากำลังผลิต 80,000 คันต่อปี รองรับตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ในไทยและอาเซียน พร้อมวางแผนขยายโชว์รูมและศูนย์บริการหลังการขายเป็น 210 แห่งภายในปีนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท คิงเจน จำกัด (มหาชน) หรือ KGEN เดินหน้าขยายธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ หลังโรงงานผลิตยานยนต์พลังงานใหม่ของ Chery Group, OMODA & JAECOO Thailand เปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมวางเป้าหมายเป็นฐานการผลิตสำคัญ เพื่อรองรับตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน โดยโรงงานดังกล่าวตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลมะขามคู่ อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง บนพื้นที่ 104 ไร่
นายคณิสสร์ ศรีวชิระประภา ประธานที่ปรึกษา KGEN เปิดเผยว่า โรงงานผลิตรถยนต์ Chery ได้เริ่มเดินเครื่องผลิตตั้งแต่ช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยในเดือนพฤษภาคมสามารถผลิตรถยนต์ได้ 2,116 คัน และคาดว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 4,000 คันในเดือนมิถุนายนนี้ ขณะที่เป้าหมายการผลิตทั้งปีอยู่ที่ 40,000 คัน คาดสร้างรายได้ประมาณ 22,000 ล้านบาท พร้อมประเมินอัตรากำไรขั้นต้น หรือ Gross Margin อยู่ที่ราว 6.8%
ปัจจุบัน KGEN มีกำลังการผลิตติดตั้งอยู่ที่ 80,000 คันต่อปี หรือเฉลี่ยประมาณ 7,000 คันต่อเดือน และอยู่ระหว่างเจรจาขยายการลงทุนเฟส 2 เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตสูงสุดเป็น 100,000 คันต่อปี รองรับการเป็นฐานส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ หรือ BEV ไปยัง 9 ประเทศในอาเซียน
บริษัทคาดว่าจะเริ่มพลิกกลับมามีกำไรตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 และเห็นทิศทางการเติบโตชัดเจนมากขึ้นในช่วงไตรมาส 3-4 ตามกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น รวมถึงแผนเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในโรงงานผลิตจาก 43.7% เป็น 51% ในเดือนกรกฎาคม และเพิ่มเป็น 60% ในเดือนสิงหาคม ซึ่งจะทำให้ KGEN สามารถรับรู้รายได้แบบรวมงบการเงินได้มากขึ้น นอกจากนี้ KGEN ยังมีแผนเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในธุรกิจจัดจำหน่ายจาก 7% เป็น 25% ในเดือนสิงหาคม เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจให้ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
สำหรับจุดแข็งของ KGEN อยู่ที่โมเดลธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนไม่สูงเมื่อเทียบกับโรงงานผลิตรถยนต์เต็มรูปแบบ เนื่องจากเป็นลักษณะโรงงานประกอบชิ้นส่วน ทำให้ใช้เงินลงทุนระดับหลักพันล้านบาท ขณะที่บางโครงการในอุตสาหกรรมเดียวกันอาจต้องใช้เม็ดเงินลงทุนสูงถึงหลักหมื่นล้านบาท ขณะเดียวกัน ความร่วมมือกับ Chery ยังช่วยเพิ่มความได้เปรียบด้านสภาพคล่องให้กับบริษัท เนื่องจากได้รับเครดิตการค้านานถึง 6 เดือน ส่งผลให้มีเงินทุนหมุนเวียนในระดับสูง และไม่มีภาระหนี้ระยะยาว
ด้านแผนการตลาด KGEN เดินหน้าทั้งตลาดผู้บริโภคทั่วไป หรือ B2C และตลาดองค์กร หรือ B2B โดยในกลุ่ม B2C รถยนต์ JAECOO มียอดขายอยู่ที่ประมาณ 3,000 คันต่อเดือน ขณะที่วันที่ 24 มิถุนายนนี้ บริษัทเตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่น Chery Q ซึ่งตั้งเป้าให้เป็นผลิตภัณฑ์หลัก ด้วยราคาต่ำกว่า 500,000 บาท และคาดหวังยอดขายประมาณ 2,000 คันต่อเดือน
ส่วนตลาด B2B บริษัทเตรียมส่งมอบรถ EV จำนวน 100 คันแรก จากเป้าหมาย 300 คัน ให้กับผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่ เพื่อใช้ในระบบขนส่งสินค้า พร้อมมองโอกาสขยายไปยังตลาดรถตู้สำหรับหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งมีความต้องการเปลี่ยนรถปีละประมาณ 20,000 คัน
อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่บริษัทเตรียมนำมาใช้ในปีหน้า คือ แคมเปญ “ขายรถแถมไฟ” โดย KGEN จะทำหน้าที่เป็นผู้บริหารจัดการพลังงาน และเจรจาซื้อไฟฟ้าในราคาส่ง เพื่อให้บริการแก่ลูกค้า Chery รวมถึงช่วยลดความกังวลของผู้บริโภคเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการชาร์จไฟ
สำหรับสถานการณ์ตลาดปัจจุบัน KGEN มียอดจองค้างส่ง (Backlog) สะสมจากงาน Motor Show ช่วงปลายปีที่ผ่านมาสูงถึง 22,000 กว่าคัน ซึ่งถือเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มยานยนต์ EV โดยขณะนี้ยังเหลือยอดรอส่งมอบอีกกว่า 10,000 คัน สำหรับเป้าหมายการขายในปีนี้ คาดการณ์ว่าจะไม่ต่ำกว่า 50,000 คัน ผ่านช่องทางโชว์รูมและงานแสดงรถยนต์ขนาดใหญ่อีก 2 งานที่กำลังจะเกิดขึ้น
โดยทิศทางธุรกิจของ KGEN กำลังเข้าสู่ช่วงการเติบโตแบบก้าวกระโดด (Take off) ซึ่งการก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์จะทำให้รายได้ของบริษัทเปลี่ยนจากหลักร้อยล้านบาทไปสู่หลักหมื่นล้านและแสนล้านบาท ทั้งนี้ หากประเมินจากกำลังการผลิต 100,000 คันต่อปี และราคาจำหน่ายเฉลี่ยคันละ 1 ล้านบาท บริษัทจะมีมูลค่ายอดขายสูงถึง 100,000 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้ผลประกอบการพลิกฟื้น (Turnaround) อย่างมีนัยสำคัญ
นายคณิสสร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลาด EV ในปีนี้มีความคึกคักมากกว่าปีก่อน โดยมีปัจจัยหนุนจากนโยบายรัฐบาลที่อัดฉีดเม็ดเงินกู้ 400,000 ล้านบาท ซึ่งมีส่วนแบ่งถึง 200,000 ล้านบาทที่มุ่งเป้านโยบายประหยัดพลังงานและการใช้รถ EV ผนวกกับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีมากขึ้นจากการมีโรงงานผลิตในประเทศเพื่อรองรับบริการหลังการขาย
สำหรับแผนผลิตภัณฑ์ ในวันที่ 24 มิถุนายนนี้ เตรียมเปิดตัวรถรุ่นใหม่ ซึ่งจะเป็นผลิตภัณฑ์ชูโรง ในเซกเมนต์ราคาที่จับต้องได้ง่าย โดยมีจุดเด่นเรื่องพื้นที่ภายในที่กว้างขวางกว่าคู่แข่งในตลาด ทั้งนี้ หากการตอบรับในตลาดทั้งในและต่างประเทศเป็นไปตามเป้าจนเกินกำลังผลิต 1 แสนคัน บริษัทก็พร้อมที่จะพิจารณาขยายการลงทุนสู่ โรงงานแห่งที่ 2 และ 3 เพื่อรองรับโอกาสในอนาคตต่อไป
ด้านนายเฉิน ชุนชิง รองประธานบริหาร CHERY International เปิดเผยว่า โรงงานผลิตยานยนต์พลังงานใหม่แห่งนี้ติดตั้งเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง รวมถึงกระบวนการเชื่อมตัวถังอะลูมิเนียม เพื่อรองรับการผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ของ Chery, OMODA และ JAECOO ในประเทศไทย โดยในแผนระยะ 5 ปี ระหว่างปี 2569-2573 ตั้งเป้ากำลังการผลิตที่ 80,000 คันต่อปี
ขณะเดียวกัน Chery ยังตั้งเป้าขยายเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการหลังการขายในประเทศไทยเป็น 210 แห่งภายในปีนี้ เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคไทย

