CBAM จุดเปลี่ยนส่งออกไทย.!

ภายใต้โลกการค้ายุคใหม่ “ราคา” อาจไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ตัดสินชัยชนะอีกต่อไป เมื่อสหภาพยุโรป ประกาศใช้มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน


ภายใต้โลกการค้ายุคใหม่ “ราคา” อาจไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ตัดสินชัยชนะอีกต่อไป เมื่อสหภาพยุโรป (EU) ประกาศใช้มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM : Carbon Border Adjustment Mechanism) เพื่อบีบให้สินค้านำ เข้าต้องแบกรับต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกับสินค้าที่ผลิตในยุโรป

มาตรการนี้เปรียบดั่ง “กำแพงภาษีสีเขียว” กำลังเขย่าโครงสร้างการส่งออกของไทยอย่างรุนแรง และนี่คือสัญญาณเตือนว่าธุรกิจที่ไม่ปรับตัวอาจไม่มีที่ยืนในตลาดโลก

เป้าหมายหลักของ CBAM คือการอุดช่องว่างความเสียเปรียบของผู้ผลิตใน EU ต้องจ่ายค่าปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ระบบ ETS ขณะที่ผู้ผลิตนอกภูมิภาคอาจไม่มีต้นทุนส่วนนี้ EU จึงกำหนดให้ผู้นำเข้าต้องซื้อ CBAM Certificates ตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแฝง (Embedded Emissions) ในสินค้าที่บังคับใช้เต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026

จากมาตรการดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทย 3 มิติสำคัญ…

-มูลค่าการส่งออกหดตัว เพียงแค่การประกาศมาตรการปี 2020 และเริ่มช่วงเปลี่ยนผ่านปี 2023 มูลค่าการส่งออกสินค้ากลุ่ม CBAM ของไทยไป EU ลดลงแล้วถึง 24% เมื่อเทียบกลุ่มสินค้าอื่น สะท้อนว่าคู่ค้าในยุโรป เริ่มปรับตัวล่วงหน้า ด้วยการมองหาแหล่งผลิตที่สะอาดกว่ามากขึ้น

-ความเหลื่อมล้ำระหว่างขนาดธุรกิจ ผู้ประกอบการรายเล็ก (SMEs) คือกลุ่มเปราะบางสุด เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านเงินทุนในการปรับปรุงเครื่องจักรและขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการวัดค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทำให้มูลค่าการส่งออกลดลงมากกว่ารายใหญ่ถึง 19.7%

-การเบี่ยงเบนทางการค้า (Trade Diversion) ผู้ส่งออกไทยบางส่วน เริ่มหันไปส่งออกสินค้าไปยังประเทศนอก EU แทน อาจเป็นทางออกระยะสั้นแต่ระยะยาวมาตรการลักษณะนี้จะถูกนำไปใช้ในประเทศเศรษฐกิจหลักอื่น ๆ เช่น สหรัฐฯ หรือญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน

มาตรการ CBAM คือ “จุดเปลี่ยน” ที่บีบให้ไทย ต้องก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเร็วกว่าที่คาด แม้ระยะสั้นจะดูเหมือนอุปสรรคทางการค้า แต่หาก “มองเป็นโอกาส” นี่คือแรงผลักดันที่จะทำให้ภาคอุตสาหกรรมไทยเกิดการยกระดับเทคโนโลยีครั้งใหญ่

หากเราสามารถปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตให้ “เขียว” ได้จริง สินค้าไทยจะไม่ใช่เพียงแค่สินค้าราคาถูกที่สุด แต่จะเป็นสินค้าที่ “ยั่งยืนที่สุด” ถือเป็นใบเบิกทางสำคัญที่สุดในสนามการค้าโลกศตวรรษที่ 21

ความร่วมมือระหว่างที่รัฐสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดและเอกชนกล้าปรับตัว จะเป็นกุญแจสำคัญทำให้ Made in Thailand สามารถเปล่งประกายในตลาดสากลได้

แต่..โอกาสดังกล่าวจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หาก (ร่าง) พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ..ที่ได้ผ่านความเห็นชอบคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาแล้ว “ไม่ได้ถูกขับเคลื่อน” สู่สภาผู้แทนราษฎร เพื่อทำให้เกิดการบังคับใช้ได้จริงอย่างเร่งด่วน…!!

Back to top button