MAJOR ปิดจอ (หนัง) กัมพูชา.!

ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาที่ปะทุขึ้นมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2568 ลากยาวมาถึงปัจจุบัน และยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงเมื่อใด


ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาที่ปะทุขึ้นมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2568 ลากยาวมาถึงปัจจุบัน และยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงเมื่อใดนั้น แน่นอนว่านอกจากจะส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดนของทั้งสองประเทศโดยตรงแล้ว ยังทำให้ภาคธุรกิจไทยที่ไปลงหลักปักฐานในประเทศกัมพูชาเริ่มคิดทบทวนว่าจะไปต่อหรือพอแค่นี้..?? 

ที่ชัดแล้วก็กรณีบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ที่ประกาศไม่ไปต่อ…เตรียมถอนทัพการลงทุนจากกัมพูชา..!!

ส่วนอีกรายเห็นจะเป็นเจ้าพ่อโรงภาพยนตร์ อย่างบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAJOR ซึ่งประกาศพอแล้ว เพียงพอแล้วกับตลาดกัมพูชา..!! 

เลยเป็นที่มาของการกดปุ่มไฟเขียวให้บริษัทลูกที่ชื่อบริษัท เมเจอร์ โฮลดิ้ง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (MHD) ขายเงินลงทุนทั้งหมดที่ถือในบริษัท เมเจอร์ แพลตินัม ซีนีเพล็กซ์ (แคมโบเดีย) จำกัด (MPC) สัดส่วน 70% ในราคาหุ้นละ 734.89 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเทียบเท่าหุ้นละ 23,043.06 บาท คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 5.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 161.30 ล้านบาท ให้กับ SABAY DIGITAL GROUP PTE. LTD.

ส่วนสาเหตุที่ขาย MAJOR ระบุชัดว่า “เพื่อลดผลกระทบต่อภาพรวมของกลุ่มบริษัทจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดกัมพูชา โดยในปี 2568 รายได้จากธุรกิจในประเทศกัมพูชาลดลง 29% มีรายได้อยู่ที่ 380 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่มีรายได้ 553 ล้านบาท จากสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดน และกระแสการรณรงค์ไม่สนับสนุนสินค้าและบริการจากบริษัทไทย ซึ่งเป็นปัจจัยที่บริษัทไม่สามารถควบคุมได้ และยังมีความไม่แน่นอนต่อเนื่องในปี 2569” น่าเห็นใจจริง ๆ…

เรียกว่าเป็นการปิดความเสี่ยงก่อนจะสร้างความเสียหายไปมากกว่านี้ว่างั้น..!!

หลายคนอาจสงสัยว่า MAJOR เข้าไปลงหลักปักฐานธุรกิจในกัมพูชาแต่หนใด..??

ก็ตั้งแต่เกิดกระแสเห่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ซึ่งใคร ๆ ก็อยากบุกตลาด AEC ที่มีประชากรรวมกันว่า 680 ล้านคน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ซึ่งตอนนั้นถูกมองว่ามีแนวโน้มเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง นั่นแหละ…

โดยราวปี 2557 MAJOR ได้ส่ง MHD ไปเกี่ยวก้อยกับบริษัท แพลตินั่ม ซีนีเพล็กซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกัมพูชา ร่วมจัดตั้ง MPC ขึ้นมา เพื่อเปิดให้บริการโรงภาพยนตร์แบรนด์ “เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์” ซึ่งเป็นโรงภาพยนตร์หรูระดับเวิลด์คลาส 7 โรง และโบว์ลิ่ง 13 เลน ในประเทศกัมพูชา

ก็น่าเห็นใจอ๊ะนะ เพราะไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา เลยเป็นที่มาของการปิดจอโรงหนังในกัมพูชาให้รู้แล้วรู้รอด…

ส่วนจะปิดจอถาวรหรือแค่ชั่วคราว..?? คงขึ้นอยู่กับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาล่ะมั้ง..?? 

ขณะที่ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์ประเมินว่า MAJOR มีโรงภาพยนตร์ในกัมพูชา 6 สาขา 33 โรงภาพยนตร์ คิดเป็น 3.8% ของโรงภาพยนตร์ทั้งหมดที่ MAJOR มี 187 สาขา 863 โรงภาพยนตร์ ในเชิงรายได้จากธุรกิจในกัมพูชา คิดเป็นสัดส่วน 3% ของรายได้รวม

จึงไม่น่าแปลกใจที่เห็นงบปี 2568 ของ MAJOR กำไรสุทธิเหลือแค่ 631 ล้านบาท ลดลง 113 ล้านบาท หรือลดลง 15% เทียบกับปี 2567 ที่มีกำไรสุทธิ 744 ล้านบาท และมีรายได้รวม 7,631 ล้านบาท ลดลง 135 ล้านบาท หรือลดลง 2% เทียบกับปี 2567 ที่มีรายได้รวม 7,767 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจากรายได้จากตลาดกัมพูชาที่หายไป…

ขณะที่การตัดขายธุรกิจในกัมพูชาไป…จะทำให้ MAJOR ไม่ต้องพะว้าพะวงกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ไม่รู้จะยืดเยื้อไปถึงเมื่อไหร่..?? ขืนทู่ซี้เก็บไว้ต่อไป เผลอ ๆ อาจต้องตั้งสำรองฯ ก้อนโต มาฉุดงบการเงินให้มีตำหนิก็ได้นะ

อย่างน้อย ๆ ขายทิ้งไปได้กระแสเงินสด 161.30 ล้านบาท มาเติมสภาพคล่อง จะนำไปชำระหนี้ ไปลงทุนขยายสาขา หรือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ก็ว่ากันไป…

ว่าแต่จะมีใครถอนสมอจากกัมพูชาอีกป๊ะเนี่ย..??

เพราะคงไม่มีแค่ OR กับ MAJOR หรอก…เชื่อหัวไอ้เรืองสิ

เท่าที่ไล่ดูมีอีกหลายบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ยังไม่แสดงตัว…ก็เท่านั้น

…อิ อิ อิ…

Back to top button