น้ำมันพุ่ง! ทำไมหุ้น PTT ร่วง

มีคำถามจากนักลงทุนเข้ามาเกี่ยวกับราคาหุ้น PTT ทำไมถึงปรับลง ทั้งที่ก่อนหน้านี้เวลาราคาน้ำมันสูงขึ้น หุ้น ปตท.มักจะได้ประโยชน์


มีคำถามจากนักลงทุนเข้ามาเกี่ยวกับราคาหุ้น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ทำไมถึงปรับลง ทั้งที่ก่อนหน้านี้เวลาราคาน้ำมันสูงขึ้น หุ้น ปตท.มักจะได้ประโยชน์

ไม่เพียงเท่านั้น หุ้นในกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันต่างร่วงลงหนัก

และรวมถึง บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ที่ปรับลงอย่างหนักเช่นกัน

ขณะที่บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP วิ่งสวนตลาดขึ้นมาได้

จากข้อมูลที่ได้รับ เริ่มจาก PTTEP เป็นธุรกิจต้นน้ำ หรือ Upstream คือผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซ เมื่อขายผลิตภัณฑ์ได้ในราคาที่สูงขึ้นตามราคาตลาดโลก ส่งผลให้รายได้และกำไรสุทธิเติบโตตาม

ขณะที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนการสำรวจและผลิตมักไม่ปรับตัวขึ้นทันที ทำให้ส่วนต่างกำไร หรือ Margin ขยายตัว

ส่วนสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง จะส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ซึ่ง PTTEP ได้รับเซนติเมนต์เชิงบวกในฐานะหุ้นพลังงานที่ได้ประโยชน์หลัก

ไม่เพียงเท่านั้น PTTEP ยังมีการป้องกันความเสี่ยงด้านราคาน้ำมัน หรือ Hedging ทำให้มีความสามารถในการทำกำไรทนทานต่อความผันผวนได้ดี

ส่วน ปตท.ในฐานะถือหุ้นใหญ่ใน PTTEP (จำนวน 63-64%) นั้น

แม้จะได้รับประโยชน์จาก ปตท.สผ.ที่จะมีรายได้และกำไรเพิ่ม

แต่ ปตท.มีการถือหุ้นในโรงกลั่นน้ำมัน คือ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP จำนวน 45% และรวมถึง บมจ.ไออาร์พีซี (IRPC) ที่มีธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันอยู่ด้วย

โดยหุ้นในกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันต่างถูกมองว่า จะได้รับผลกระทบจากกรณี “น้ำมันดิบ” จากตะวันออกกลางมีปัญหาเรื่องการผลิตและการขนส่ง

และนั่นอาจจะทำให้ไม่มีปริมามาณน้ำมันดิบเข้ามากลั่นได้ตามปกติ

เราจึงเห็นราคาหุ้นในกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันต่างปรับลงอย่างหนัก

โดยเหตุการณ์ในตะวันออกกลางล่าสุด จะแตกต่างจากความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ในเขตอื่น ๆ เช่น ยูเครน-รัสเซีย, สหรัฐฯ-เวเนซุเอลา โดยเหตุการณ์ที่ว่านี้นั้น แม้จะทำให้ราคาน้ำมันดีดขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้การผลิตและขนส่งน้ำมันในตะวันออกกลางเกิดปัญหาหรือมีอุปสรรค

เซนติเมนต์เชิงลบของ ปตท. หรือ PTT นอกจากเรื่องของแหล่งน้ำมัน

ยังมีประเด็นเกี่ยวกับการถือหุ้นใหญ่ใน OR (จำนวน 75%) เพราะในช่วงที่ราคาน้ำมันถีบตัวสูงขึ้น ทำให้น่าจะมีนโยบายจากทางการเกี่ยวกับการคุมราคาน้ำมัน เช่น “คุมค่าการตลาด”

ซึ่งแน่นอนว่า จะส่งผลต่อกำไรสุทธิของ OR  เพราะรายได้หลักของ OR มาจากค้าปลีกน้ำมัน

แม้ในเบื้องต้นของสถานการณ์ จะยังไม่ได้มีการขอความร่วมมือจากทางการ เพราะเงินกองทุนน้ำมันยังอยู่ในสถานะเป็น “บวก”

แต่หากราคาน้ำมันยังคงอยู่ระดับสูง และเงินกองทุนติดลบ

เมื่อถึงเวลานั้น เราอาจจะเห็นมาตรการของทางการเกี่ยวกับการคุมค่าการตลาด

และอาจจะรวมถึงขอให้ ปตท. เข้าไปช่วยอุดหนุนเพื่อปกป้องต้นทุน (เกี่ยวกับพลังงานต่าง ๆ) ให้กับผู้ประกอบการธุรกิจต่าง ๆ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อรายได้และกำไรมายังกลุ่ม ปตท.

นั่นจึงเป็นสาเหตุที่หุ้น PTT ที่เคยถูกไล่ซื้อจากราคาประมาณ 21-32 บาท จนขึ้นมาที่บริเวณ 37-38 บาท ในเวลาอันสั้น

และเมื่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางบานปลาย หุ้นจึงถูกกดดันจากปัจจัยที่ว่ามา ส่งผลให้ราคาหุ้นกลับมายืนอยู่ที่เดิมในเวลาอันรวดเร็วเช่นกัน

เชื่อว่ามีนักลงทุนหลายคนติดอยู่ที่บริเวณ 36-37 บาท แล้วออกไม่ทัน

แน่นอนว่า อะไรก็ตามที่มันยังไม่มีความชัดเจน หรือมองว่ามีปัจจัยกดดันรออยู่ข้างหน้า

เราจะเห็นหุ้นนั้น ๆ ถูกเทขายเพื่อลดความเสี่ยงแบบนี้แหละ

Back to top button