
ทำไมกองทุนขาย 7 หมื่นล้าน!!
มีตัวเลขที่น่าสนใจเกี่ยวกับตลาดหุ้นไทยนับจากสิ้นปี 2568 มาจนถึงวันที่ 8 มิ.ย. 69 คือยอดขายสุทธิของ “นักลงทุนสถาบันในประเทศ”
มีตัวเลขที่น่าสนใจเกี่ยวกับตลาดหุ้นไทยนับจากสิ้นปี 2568 มาจนถึงวันที่ 8 มิ.ย. 69
คือยอดขายสุทธิของ “นักลงทุนสถาบันในประเทศ” ขายหุ้นไทยออกมาแล้วมากกว่า 7 หมื่นล้านบาท
ตัวเลขนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กนะครับ
เพราะสถาบันไทยถือเป็น “เสาหลัก” ของตลาดหุ้นไทย อย่างเวลานักลงทุนต่างชาติขาย เรามักจะเห็นกองทุนเป็นฝ่ายรับซื้อเอาไว้
แม้ว่านักลงทุนสถาบันไม่ได้มีแค่กองทุนรวม (ยังมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนประกันสังคม บริษัทประกันชีวิต และกองทุนประเภทต่าง ๆ) แต่ที่เทรดกันเป็นรายวันส่วนใหญ่จะเป็นการเทรดโดยกองทุนเป็นหลัก
สำหรับภารกิจสำคัญของนักลงทุนสถาบันคือ “การบริหารความเสี่ยง”
อย่างปีนี้สินทรัพย์ทางเลือกหลายประเภทให้ผลตอบแทนน่าสนใจ เช่น พันธบัตรรัฐบาลกลับมาให้ผลตอบแทนในระดับที่แข่งขันได้ ตราสารหนี้เอกชนคุณภาพดีก็มีความน่าสนใจมากขึ้น
เมื่อความเสี่ยงต่ำลง เงินบางส่วนจึงถูกโยกออกจากหุ้นไทย
เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะหลายปีที่ผ่านมา หุ้นไทยให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง ขณะที่หุ้นสหรัฐฯ หุ้นอินเดีย หรือแม้แต่ตลาดญี่ปุ่น สร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
ผู้จัดการกองทุนจึงต้องคิดถึงผลตอบแทนของลูกค้า
เมื่อ “โอกาส” ในการทำกำไรอยู่กับตลาดหุ้น (ตลาดเงิน) แห่งอื่น ๆ
เงินจะไหลไปที่นั่น
เหตุผลต่อมา คือ “เศรษฐกิจไทยเติบโตช้า” หรือยังเติบโตต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค บวกกับกำลังซื้อภายในประเทศฟื้นตัวไม่เต็มที่ ภาคการผลิตยังเผชิญการแข่งขันสูง
ส่วนภาคส่งออกไม่ได้สดใสเหมือนในอดีต
เมื่อเศรษฐกิจโตช้า กำไรของบริษัทจดทะเบียนจึง “เติบโตได้จำกัด”
เหตุผลที่สามคือ “หุ้นไทยขาดเรื่องราวใหม่” เพราะอย่าลืมนะครับว่า ตลาดหุ้นเป็นเรื่องของความคาดหวัง
นักลงทุนพร้อมให้มูลค่าสูงกับธุรกิจที่มีการเติบโต แต่ตลาดไทยยังพึ่งพาหุ้นกลุ่มหุ้นเดิม ๆ เช่น ธนาคาร พลังงาน สื่อสาร ค้าปลีก จากการเป็นธุรกิจที่มั่นคง
แต่ไม่ใช่ธุรกิจที่สร้างจินตนาการแบบ AI หรือเทคโนโลยีแห่งอนาคต
เม็ดเงินจึงไหลไปหาตลาดที่มีเรื่องสตอรี่ใหม่มากกว่า
อีกเหตุผลคือ “การไถ่ถอนกองทุน”
ในช่วงที่ผ่านมา นักลงทุนรายย่อยจำนวนมาก เลือกถอนเงินจากกองทุนหุ้นไทย แล้วนำไปฝากเงิน ซื้อพันธบัตร หรือลงทุนต่างประเทศ
เมื่อมีเงินไหลออก
ผู้จัดการกองทุนก็ต้องขายหุ้นเพื่อนำเงินไปคืนผู้ถือหน่วย
ไม่ใช่เพราะมองลบต่อตลาดทั้งหมด
แต่เป็นเรื่องของกระแสเงินสด
และอีกเหตุผลที่กองทุนขายคือ “การจัดพอร์ตใหม่” เพราะยุคดอกเบี้ยสูงในช่วงก่อนหน้า ทำให้นักลงทุนสถาบันหลายแห่ง เพิ่มน้ำหนักตราสารหนี้และสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ
เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรอยู่ในระดับที่น่าสนใจ
การถือหุ้นเพียงอย่างเดียวจึงไม่ใช่การบริหารความเสี่ยงที่ดี
ดังนั้น วอลุ่มขายกว่า 7 หมื่นล้านบาทนับจากต้นปี อาจไม่ได้สะท้อนว่ากองทุนไทยหมดความหวังต่อตลาดหุ้นไทยครับ
แต่เป็นผลจากการเปรียบเทียบผลตอบแทน
การโยกย้ายสินทรัพย์
แรงไถ่ถอนของนักลงทุน
และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังไม่เร่งตัว
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่ให้กองทุนหยุดการขาย แต่จะทำอย่างไรให้ตลาดหุ้นไทย กลับมาเป็นสถานที่ที่เงินกองทุนอยากกลับเข้ามาลงทุนอีกครั้ง