ดาวโจนส์ชี้นำหุ้นโลก

ต้องยอมรับว่า ในช่วง 6 วันที่ผ่านมา สถานการณ์ของตลาดหุ้นทั่วโลกเข้าใจยากเหลือเกิน เพราะสิ่งที่เห็นตรงหน้ามีแต่ห่ากระสุนปืนใหญ่ที่สาดใส่กันไม่หยุดหย่อน


ต้องยอมรับว่า ในช่วง 6 วันที่ผ่านมา สถานการณ์ของตลาดหุ้นทั่วโลกเข้าใจยากเหลือเกิน เพราะสิ่งที่เห็นตรงหน้ามีแต่ห่ากระสุนปืนใหญ่ที่สาดใส่กันไม่หยุดหย่อน จนทำให้ตลาดหุ้นตกกราวรูดกันเป็นแถว แต่สุดท้ายก็ดีดกลับขึ้นมาอย่างร้อนแรง หลังขรัวเฒ่าบ้าอำนาจอย่าง “ทรัมป์” ออกมาย้ำเรื่องสงครามจะจบเร็วกว่าที่คิด ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันดิบร่วงลงมายืนที่บริเวณ 91 เหรียญต่อบาร์เรล ทั้งที่วันก่อนหน้าเพิ่งขึ้นไปบริเวณ 120 เหรียญต่อบาร์เรลแบบนี้..งงไหมล่ะคะ

โดยหนึ่งในตัวชี้นำตลาดหุ้นทั่วโลกที่ชัดเจนมากสุดคือ การขยับตัวของดัชนีดาวโจนส์ที่วันไหนปรับตัวขึ้นแรง ก็ทำให้หุ้นทั่วโลกขึ้นแรงตามไปด้วย ซึ่งเหมือนกับวานนี้ที่ดัชนีขึ้นมาปิดที่ระดับ 1,405.76 จุด บวกไป 22.79 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 6.82 หมื่นล้านบาท ก็มาจากอิทธิพลของดาวโจนส์ “โมนิก้า” ถึงมองการเคลื่อนตัวของดัชนีวันนี้ขึ้นอยู่กับตลาดหุ้นสหรัฐฯ เคลื่อนตัวไปทางไหนเป็นหลักนะตัวเอง

ถึงกระนั้นก็ต้องยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่า DELTA เป็นหุ้นที่มีผลต่อการเคลื่อนตัวของดัชนีมากสุด และเป็นหุ้นที่นักลงทุนหลายกลุ่มเข้ามาตะลุมบอนเป็นประจำ โดยหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้หุ้นตัวนี้ยังได้รับความนิยม ล้วนมาจากการขยายโรงงานเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต ซึ่งจะทำให้รายได้และกำไรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีฉันถึงมองว่า การขึ้นมาปิดที่ระดับ 256 บาท บวกไป 11 บาท หรือขึ้นไป 4.50% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 5.41 พันล้านบาท เหมาะที่จะลุยต่อจ้า!

ส่วนรายที่กำลังไปได้สวย เพราะรับอนิสงส์ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นแรง แต่วันนี้สถานการณ์กลับพลิกผันเป็นอีกอย่าง เมื่อราคาน้ำมันดิบเริ่มลงสียแล้ว จึงทำให้พี่เทพ PTTEP โดนขายลดความเสี่ยงออกมาตลอดทั้งวัน จนราคาหุ้นลงมายืนปิดที่ระดับ 140 บาท ลบไป 4 บาท หรือลงไป 2.80% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 4.44 พันล้านบาทแบบนี้ อีฉันมองเป็นจังหวะของการแทงสวนหากคิดว่า สงครามไม่จบง่าย ๆ พะยะค่ะ

ในเมื่อเม้าท์เรื่องแทงสวนขึ้นมาทั้งที “โมนิก้า” ขอมองไปที่หุ้นปูนใหญ่ SCC เพื่อชี้ให้เห็นผลกระทบที่รุมกระหน่ำรอบด้าน จนทำให้ผู้คนกังวลต่อความสามารถในการทำกำไร ถือเป็นวิธีคิดที่ถูกต้องทุกประการ แต่เมื่อดูจากการยืนปิดที่ระดับ170.50 บาท ลบไป 4 บาท หรือลงไป 2.40% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.25 พันล้านบาท ซึ่งเป็นบริเวณที่หุ้นเคยย่ำฐานไปมาก่อนขึ้นแรง ผนวกกับวันนี้หุ้นเทรดบน PE 14 เท่าแบบนี้..น่าเล่นไหมคะ

ประเด็นดังกล่าวทำให้อีฉันอยากเม้าท์ถึง BCPG เพื่อชี้ให้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ถือหุ้นใหญ่บางกลุ่ม มันไม่เกี่ยวกับความสามารถในการทำกำไรของบริษัทเลยจริง ๆ “โมนิก้า” ถึงเห็นด้วยที่ราคาหุ้นเด้งกลับมาปิดที่ระดับ 6.70 บาท บวกไป 1.40 บาท หรือขึ้นไป 26.40% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 421 ล้านบาท เพราะราคาพื้นฐานที่โบรกเกอร์ให้ไว้อยู่ที่บริเวณ 9 บาท จึงเหลือกีปให้หุ้นวิ่งอีกเยอะนะคะ

เมื่อหลายอย่างกลับคืนสู่พื้นฐานที่แท้จริง “โมนิก้า” จึงเห็นหุ้นหลายตัวถูกดันขึ้นมาเล่นอีกครั้ง และที่โดดเด่นจนเข้าตาอีฉันก็คือ JMART หลังวิ่งขึ้นมาปิดที่ระดับ 7.40 บาท บวกไป 0.75 บาท หรือขึ้นไป 11.30% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 195 ล้านบาท ก้เป็นระดับเดียวกับที่หุ้นเคยย่ำฐานไปมาก่อนหน้านี้ อีฉันถึงมองว่า การเล่นรอบนี้มีสิทธิ์ขึ้นไปถึงไฮเดิมที่ระดับ 8.50 บาทก็เท่านั้นเองจ้า

ส่วนม้ามืดที่มาแรงแซงทางโค้งต้องมองไปที่หุ้น MASTEC หลังพุ่งขึ้นมาปิดที่ระดับ 1.48 บาท บวกไป 0.22 บาท หรือขึ้นไป 17.45% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 101 ล้านบาท น่าจะมาจากเรื่องปันผลที่ให้แบบจุก ๆ  0.14 บาท ซึ่งคิดเป็นอัตราผลตอบแทนที่สูงถึง 9.40% โดยจะขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 12 มี.ค. ผนวกกับมีข่าวแว่ว ๆ เกี่ยวกับโครงการที่ดีเลย์เมื่อปีก่อนจะมีการรับรู้รายได้เข้ามาในปีนี้ จึงอาจเป็นแรงหนุนให้ผลงานดูดีเป็นพิเศษนะจ๊ะ

โมนิก้าและทีมงาน

Back to top button