
‘ไฟสงคราม’ สร้างมรสุมดอกเบี้ยปี 2026
ย้อนกลับไปเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ บรรยากาศของตลาดการเงินโลกเต็มไปด้วยความหวัง เหล่านักลงทุนต่างจับจ้องไปที่การประชุมของธนาคารกลางยักษ์ใหญ่
ย้อนกลับไปเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ บรรยากาศของตลาดการเงินโลกเต็มไปด้วยความหวัง เหล่านักลงทุนต่างจับจ้องไปที่การประชุมของธนาคารกลางยักษ์ใหญ่ ทั้ง BoE, ECB และ BOJ ด้วยความเชื่อมั่นว่า “ยุคดอกเบี้ยขาลง” กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการเสียที
ทว่าพลวัตทางภูมิรัฐศาสตร์กลับพลิกผันอย่างรุนแรงช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ เมื่อความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ปะทุขึ้นสู่สภาวะสงครามเต็มรูปแบบ ส่งผลให้ “สมดุลเศรษฐกิจ” ที่กำลังฟื้นตัวอย่างเปราะบาง ต้องพังทลายลงในพริบตา
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (MPC) ของธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ตัดสินใจคงดอกเบี้ยที่ 3.75% ด้วยมติเอกฉันท์นับเป็นการส่งสัญญาณ “เงินเฟ้อ” ได้กลับมาเป็นเงื่อนไขอันดับหนึ่งอีกครั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ “เมดิสัน ฟัลเลอร์” จากเจพีมอร์แกน เปรียบเทียบไว้อย่างน่าสนใจว่า อังกฤษกำลังเดินบนเส้นด้าย เพราะต่างจากสหรัฐฯ ที่เศรษฐกิจยังแกร่ง หรือยุโรปที่คุมเงินเฟ้อได้ดีกว่าช่วงก่อนหน้า อังกฤษ ต้องแบกรับทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและแรงกดดันจากค่าจ้าง ที่อาจพุ่งตามราคาน้ำมัน
จากเดิมที่ตลาดมองว่าปีนี้จะลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง แต่ตอนนี้กลับต้องเตรียมรับมือการ “ขึ้นดอกเบี้ย” แทน..
ในฝั่งของธนาคารกลางยุโรป (ECB) แม้จะมีการคงดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 6 ติดต่อกันตามคาด แต่อาการ “หายใจไม่ทั่วท้อง” ปรากฏชัดในแถลงการณ์ที่ระบุถึงความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นมหาศาล สงครามไม่ได้กระทบแค่ราคาพลังงาน แต่มันทำลายความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั่วยุโรป
ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้ออยู่ฝั่งขาขึ้น (Upside Risk) ขณะที่การเติบโตอยู่ฝั่งขาลง (Downside Risk) ภาวะเช่นนี้คือฝันร้ายของนักธนาคารกลาง เพราะการแก้ปัญหาด้านหนึ่งอาจไปซ้ำเติมอีกด้านหนึ่งทันที การคงดอกเบี้ยของสวีเดน และสวิตเซอร์แลนด์ช่วงวันเดียวกัน ยิ่งตอกย้ำภาพความระมัดระวังขั้นสูงสุดของภูมิภาค
สำหรับญี่ปุ่น สถานการณ์อาจจะดูเปราะบางสุดในบรรดาประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ “คาซูโอะ อุเอดะ” ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) แสดงความกังวลอย่างชัดเจนต่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซ อันเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงพลังงานของญี่ปุ่น
ทั้งน้ำมันดิบและก๊าซ LNG เมื่อราคาน้ำมันพุ่ง ดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้นโดยธรรมชาติ ยิ่งซ้ำเติมให้เงินเยนอ่อนค่าลงไปอีก
ส่งผลให้ต้นทุนสินค้านำเข้าของญี่ปุ่นทะยานสูงขึ้น จนกระทบต่อค่าครองชีพพื้นฐาน BOJ ที่เพิ่งขยับดอกเบี้ยขึ้นสู่ระดับสูงสุดรอบ 30 ปี จึงตกอยู่ในที่นั่งลำบาก ในการรักษาสมดุลระหว่างการคุมเงินเฟ้อ และการป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย
สิ่งที่ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังหวาดมากสุดขณะนี้คือ ภาวะ Stagflation นั่นคือสภาวะที่ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (Inflation) แต่เศรษฐกิจกลับไม่เติบโต (Stagnation) สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งทางทหาร แต่มันคือ Shock ทางอุปทาน ที่ทำให้เครื่องมือทางการเงินอย่าง “ดอกเบี้ย” ทำงานได้ยากลำบากกว่าที่เคยเป็นมา
หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย ความหวังจะเห็นเศรษฐกิจโลกซอฟต์แลนดิ้ง อาจกลายเป็นเพียงอดีตที่ถูกลบเลือนด้วยควันไฟแห่งสงครามและราคาน้ำมันที่ไม่มีเพดาน
ก้าวต่อไปที่ต้องจับตา นั่นคือความรุนแรงและระยะเวลาของสงครามจะเป็นตัวกำหนดว่า ธนาคารกลางแต่ละประเทศในโลก จะ “คงดอกเบี้ย” ไปได้นานแค่ไหน ก่อนที่ความจำเป็นจะต้อง “ปรับขึ้น” เพื่อสกัดเงินเฟ้ออาจกลายเป็นทางเลือกสุดท้ายที่เจ็บปวดสุดก็เป็นได้..!!!