
2 หุ้นถ่านหิน รับผลบวกวิกฤตอ่าว
จากวิกฤตอ่าว หรือสงครามตะวันออกกกลางที่ยืดเยื้อ กลายเป็นวิกฤตของคนทั้งโลกไปแล้ว แต่ในโลกของธุรกิจมี Zero Sum Game มีคนได้ประโยชน์ ก็ต้องมีคนเสียประโยชน์
จากวิกฤตอ่าว หรือสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ กลายเป็นวิกฤตของคนทั้งโลกไปแล้ว แต่ในโลกของธุรกิจมี Zero Sum Game มีคนได้ประโยชน์ ก็ต้องมีคนเสียประโยชน์และในวิกฤตก็มักมีโอกาสซ่อนอยู่ ซึ่งหนึ่งในโอกาสของวิกฤตครั้งนี้ เป็นโอกาสทองของธุรกิจถ่านหิน จากความกังวลเรื่องอุปทานพลังงาน ทำให้ความต้องการใช้ถ่านหินเพิ่มสูงขึ้น เพื่อทดแทนก๊าซธรรมชาติ ที่มีราคาสูงและขาดแคลน
แน่นอนว่า บริษัทที่ได้ประโยชน์ดังกล่าวคงหนีไม่พ้นบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU ที่งานนี้จะได้ถึง 2 ขาด้วยกัน…ขาแรก ธุรกิจถ่านหิน จะได้ประโยชน์จากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น และราคาขายที่สูงขึ้น
ตอกย้ำด้วยข้อมูลของแบงก์ ออฟ อเมริกา (BofA) ได้ปรับประมาณการราคาถ่านหินความร้อนปี 2569 ขึ้น 22% จากประมาณการเดิม สู่ระดับ 150 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากเดิมที่ 123 เหรียญสหรัฐต่อตัน โดยการปรับประมาณการดังกล่าวครอบคลุมทุกไตรมาส ไล่มาตั้งแต่ไตรมาส 1/2569 ปรับเป็น 120 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากเดิม 110 เหรียญสหรัฐต่อตัน และพุ่งสูงสุดในไตรมาส 2/2569 เป็น 170 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากเดิม 120 เหรียญสหรัฐต่อตัน
ส่วนไตรมาส 3/2569 ปรับเป็น 160 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากคาดการณ์เดิมที่ 130 เหรียญสหรัฐต่อตัน และในไตรมาส 4/2569ปรับเป็น 150 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากเดิม 130 เหรียญสหรัฐต่อตัน ส่งผลให้ภาพรวมทั้งปี 2569 เฉลี่ยอยู่ที่ 150 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากประมาณการเดิมที่ 123 เหรียญสหรัฐต่อตัน
ขณะที่การผลิตถ่านหินของ BANPU จะไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะสงคราม เนื่องจากแหล่งผลิตกระจายอยู่ทั่วโลก ทั้งในสหรัฐฯ และอินโดนีเซีย, ออสเตรเลีย, จีน และมองโกเลีย
ส่วนอีกขา ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ซึ่ง BANPU มีการลงทุนธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐ ผ่านบริษัทBKV จะได้ประโยชน์โดยตรงจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นและราคาก๊าซในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้น
นั่นทำให้ในปี 2569 นี้ ไม่เพียงเห็นการฟื้นตัวของ BANPU หลังจากงบปี 2568 มีตัวเลขติดลบกว่า 2,024.78 ล้านบาท แต่อาจเห็นกำไรมากกว่าที่คิดก็ได้นะ…
สงสัยปี 2569 คงเป็นปีทองของ BANPU แหง ๆ เพราะนอกจากธุรกิจถ่านหิน ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ จะได้ผลบวกจากภาวะสงครามแล้ว ธุรกิจโรงไฟฟ้าก็จะเติบโตดีด้วย โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ปัจจัยหนุนจากการปรับเพิ่มอัตราค่าไฟ ตามความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ขยายตัวต่อเนื่องจากความต้องการด้าน AI
สอดคล้องกับมุมมองของบล.หยวนต้า ที่ระบุว่า BANPUเป็นหนึ่งในผู้ชนะจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง เนื่องจากมีพอร์ตการลงทุนธุรกิจถ่านหินและธุรกิจก๊าซธรรมชาติอยู่ในสหรัฐฯ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย ไม่อยู่ในพื้นที่ตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบ การผลิตเป็นไปตามปกติ ขณะที่ราคาขายได้ประโยชน์ทางอ้อมจากอุปสงค์สินค้าทดแทน
โดยคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2569 เพิ่มขึ้นจากเดิม 63% เป็น 6,500 ล้านบาท ทั้งนี้ ราคาก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ 1 เซ็นต์ต่อ 1 ล้านบีทียู จะส่งผลบวกต่อกำไรประมาณ 400 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ราคาถ่านหินทุก ๆ 1 เหรียญต่อตัน จะส่งผลบวกต่อกำไรประมาณ 200 ล้านบาทต่อปี
แต่ไม่ได้มีแค่ BANPU เท่านั้นที่ได้ประโยชน์จากภาวะสงคราม…บริษัทเทรดดิ้งถ่านหินอย่างบริษัท ลานนารีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) หรือ LANNA ซึ่งมีเหมืองถ่านหินอยู่ที่ประเทศอินโดนีเซีย แต่เน้นขายถ่านหินในประเทศไทย ก็ได้ประโยชน์เช่นกัน
สะท้อนได้จากมติครม. เมื่อวันที่ 10 มี.ค.2569 ที่ออกมาตรการเร่งด่วน ให้ปรับเพิ่มกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ โดยเพิ่มกำลังผลิต 150 เมกะวัตต์ ซึ่งจะสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นประมาณ 97 ล้านหน่วยต่อเดือน เทียบเท่า LNG ที่ลดลงประมาณ 647 พันล้านบีทียูต่อเดือน
บ่งชี้ถึงความต้องการใช้ถ่านหินในประเทศที่จะเพิ่มมากขึ้น เพื่อทดแทนการใช้ LNG ที่ราคาปรับสูงขึ้น ทำให้โอกาสที่ LANNA จะขายถ่านหินก็มีมากขึ้นด้วย ไม่นับรวมโอกาสในตลาดอื่น ๆ ที่จะตามมาอีกนะ
จากที่เห็นงบปี 2568 กำไรสุทธิย่อลงเหลือ 697.59 ล้านบาท เทียบกับปี 2567 ที่ทำได้ 1,664.18 ล้านบาท…เผลอ ๆ ปีนี้กำไรน่าจะกลับมาโตแรงนะเนี่ย…ไม่เชื่อก็คอยดูละกัน
BANPU และ LANNA จึงกลายเป็น 2 หุ้นถ่านหินที่ Zero Sum Game จากวิกฤตอ่าว..!!
แต่ถ้าคิดว่าไม่ใช่…ก็เอาปากกามาวงได้นะ
…อิ อิ อิ…