
‘ตะวันออกกลาง’ ก้าวสู่เกม ‘กดดันเพื่อเจรจา’
สถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐและพันธมิตรกับอิหร่าน ทวีความรุนแรงจนถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ จากเดิมเป็นเพียงการปะทะทางทหารในวงจำกัด ยกระดับไปสู่การเผชิญหน้าเชิงยุทธศาสตร์ ที่มี “พลังงาน” เป็นศูนย์กลางของการต่อรอง
สถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐและพันธมิตรกับอิหร่าน ทวีความรุนแรงจนถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ จากเดิมเป็นเพียงการปะทะทางทหารในวงจำกัด ยกระดับไปสู่การเผชิญหน้าเชิงยุทธศาสตร์ ที่มี “พลังงาน” เป็นศูนย์กลางของการต่อรอง
ภาพรวมช่วงวันที่ 23-24 มี.ค.69 สะท้อนว่าสงครามยังไม่เข้าสู่ภาวะผ่อนคลาย แต่กำลังเข้าสู่ช่วงเรียกว่า “กดดันเพื่อเจรจา” ที่แต่ละฝ่ายต่างใช้แรงกดดันทางทหารและโครงสร้างพื้นฐาน มาสร้างอำนาจต่อรอง ก่อนเข้าสู่โต๊ะเจรจา
พัฒนาการสำคัญที่สุด คือ กรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจชะลอแผนการโจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่านออกไป 5 วัน โดยระบุว่าพบ “จุดตกลงที่สำคัญ” ในการติดต่อกับฝ่ายอิหร่าน และต้องการเปิดพื้นที่ให้กลไกทางการทูตได้ทำงานก่อน ความเคลื่อนไหวนี้ส่งผลบวกต่อตลาดโลกทันที โดยราคาน้ำมันเริ่มอ่อนตัวลงและตลาดหุ้นฟื้นตัวบางส่วน
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายอิหร่านกลับออกมาปฏิเสธว่าไม่มีการเจรจาไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม ทำให้บรรยากาศทางการทูตในขณะนี้เป็นเพียง “ช่องสัญญาณที่เปราะบาง” เท่านั้น
ขณะเดียวกัน กองกำลัง IRGC ของอิหร่านยังรักษาท่าทีแข็งกร้าว ด้วยนโยบาย “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” โดยขู่ว่าหากโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าของตนถูกโจมตี อิหร่านจะมุ่งเป้าทำลายโรงไฟฟ้าในอิสราเอลและโครงสร้างพลังงานที่จ่ายไฟให้ฐานทัพสหรัฐในภูมิภาคทันที
อย่างไรก็ดี “อิหร่าน” เริ่มลดระดับการข่มขู่ต่อโครงสร้างพลเรือนบางประเภท เช่น โรงกลั่นน้ำทะเลของประเทศในแถบอ่าว เพื่อเลี่ยงภาพลักษณ์การโจมตีพลเรือนอย่างเต็มรูปแบบ
แม้จะมีการเจรจาระดับนโยบาย แต่การสู้รบภาคสนามยังคงดุเดือด อิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีเป้าหมายในกรุงเตหะรานและเบรุตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตรวม ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.69 สูงเกิน 2,000 คน แบ่งเป็นผู้เสียชีวิตในเลบานอน กว่า 1,000 คน ในอิหร่านกว่า 1,500 คน และมีทหารสหรัฐเสียชีวิตอย่างน้อย 13 นาย
วิกฤตครั้งนี้ลุกลามสู่ความมั่นคงทางพลังงานระดับโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ที่เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก และเป็นเส้นทางหลักของ LNG สู่เอเชีย สถานการณ์ที่ตึงเครียดทำให้บาห์เรนเสนอต่อ UN ให้ใช้วิธีการที่จำเป็นทั้งหมด เพื่อคุ้มครองการเดินเรือพาณิชย์
ขณะที่หน่วยงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เปรียบเทียบว่า วิกฤตครั้งนี้อาจรุนแรงกว่าวิกฤตน้ำมันยุคปี 1973 เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน 40 แห่ง ใน 9 ประเทศ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทำให้อุปทานพลังงานหายไปมาก กว่า 11 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ผลกระทบนี้เริ่มส่งผลชัดเจนต่อภูมิภาคเอเชีย ที่ต้องนำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซมากถึง 80% โดยรัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ถึงกับออกโรงเตือนว่า..นี่คือ “วิกฤตของเอเชีย” จนทำให้ประเทศอย่างญี่ปุ่น ต้องเริ่มปล่อยน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ออกมาเพื่อรับมือ
ในเชิงการเมืองระหว่างประเทศ ขณะนี้โลกถูกแบ่งออกเป็น 2 แนวทาง คือ กลุ่มที่เน้นการใช้กำลังคุ้มครองการเดินเรือนำโดยสหรัฐและกลุ่มที่เน้นการทูตนำโดยยุโรปและฝรั่งเศส
สถานการณ์ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณของการหยุดยิงอย่างเป็นทางการ และความเสี่ยงยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่เพียงการสู้รบทางทหาร แต่มันคือสภาวะ Energy Shock ที่อาจลุกลามไปสู่ปัญหาเงินเฟ้อและวิกฤตเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง หากการ “กดดันเพื่อเจรจา”ล้มเหลวและนำไปสู่การทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐานพลังงานอย่างเต็มรูปแบบ
และนั่นคือสิ่งที่ “น่าสะพรึง” เป็นอย่างยิ่ง..!!!!