การลงทุน Depositary Receipt:DR โอกาสใหม่ หรือความเสี่ยงที่ถูกมองข้าม

กระแสการนำหุ้นต่างประเทศมาทำเป็น DR (Depositary Receipt) ในตลาดหุ้นไทย ทำให้นักลงทุนรายย่อยสามารถเข้าถึงบริษัทระดับโลกได้ง่ายขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน 


กระแสการนำหุ้นต่างประเทศมาทำเป็น DR (Depositary Receipt) ในตลาดหุ้นไทย ทำให้นักลงทุนรายย่อยสามารถเข้าถึงบริษัทระดับโลกได้ง่ายขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน 

หุ้นอย่าง Tesla, NVIDIA, Palantir, AMD หรือแม้แต่กลุ่มเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ถูกแปลงร่าง ให้ซื้อขายเป็นเงินบาทในกระดานเดียวกับหุ้นไทยได้ โดยความสะดวกเหล่านี้ดูเหมือนเป็นโอกาส แต่ในอีกมุมหนึ่งมันกำลังสร้างความเข้าใจผิดอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในเรื่อง ความแพงของหุ้น

ถ้าดูจากข้อมูลในตาราง จะพบว่าหุ้นจำนวนไม่น้อยอยู่ในระดับ valuation ที่สูงมากเมื่อเทียบกับมาตรฐานทั่วไป ค่า P/E ซึ่งเป็นตัวชี้วัดพื้นฐานที่สุด กลับอยู่ในระดับที่สะท้อนความคาดหวังล่วงหน้าหลายสิบปี 

อาทิหุ้น Tesla มี P/E สูงกว่า 300 เท่า, หุ้น Palantir อยู่ราว 200 เท่า หุ้น AMD และหุ้น Marvell อยู่เกิน 100 เท่า  แม้แต่หุ้น Cameco ซึ่งเป็นหุ้นในธีมพลังงานนิวเคลียร์ ก็ยังมีค่า P/E สูงกว่า 100 เท่า 

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าบริษัทเหล่านี้ไม่ดี แต่หมายความว่าราคาหุ้นได้สะท้อนความดีไปล่วงหน้าแล้วอย่างมาก

ในเชิงการเงิน P/E ระดับนี้แปลความได้ง่าย ๆ ว่านักลงทุนกำลังยอมจ่ายเงินวันนี้เพื่อแลกกับกำไรในอนาคตจำนวนมาก ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง 

ทำให้ความเสี่ยง ไม่ได้อยู่ที่บริษัททำไม่ได้ตามคาดเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่อุปสรรคระหว่างทาง ที่ทำให้การเติบโตอาจไม่เร็วพอ ต่อความคาดหวังที่ถูกใส่เข้าไปในราคาแล้ว 

หากกำไรโตช้ากว่าที่ตลาดคิดเพียงเล็กน้อย ราคาหุ้นสามารถปรับตัวลงแรงได้ทันที เพราะ valuation ไม่มีพื้นที่รองรับความผิดพลาด

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีหุ้นอีกกลุ่มที่สถานการณ์รุนแรงกว่าหุ้นที่ P/E สูง ๆ คือ กลุ่มที่ไม่สามารถใช้ P/E วัดได้เลย เนื่องจากกำไรยังไม่เสถียร หรือยังขาดทุนอยู่ เช่น หุ้น Snowflake, Datadog, CrowdStrike หรือ Nebius 

ในขณะเดียวกัน หุ้นเหล่านี้กลับมีค่า EV/EBITDA สูงระดับหลายร้อยเท่า บางตัวสูงถึงหลักพัน นี่คือสัญญาณชัดเจนว่าราคาหุ้นไม่ได้อิงกับผลประกอบการปัจจุบัน แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยความเชื่อ และเรื่องราว ที่คาดหวังล้วน ๆ ซึ่งมันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

ในอีกด้านหนึ่ง แม้แต่หุ้นที่ถือว่ามีคุณภาพสูงจริง เช่นหุ้น NVIDIA, Broadcom หรือ Apple ก็ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยในเชิงราคา 

เนื่องจากหุ้น NVIDIA มีทั้ง P/E และ EV/EBITDA ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญ หุ้น Broadcom อยู่ในระดับที่ตลาดให้ premium สูง ส่วนหุ้น Apple มีค่า P/B สูงมากผิดปกติเมื่อเทียบกับบริษัททั่วไป 

สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าหุ้นเหล่านี้อาจเป็นของดี แต่ก็เป็นของดีที่แพง ซึ่งควรใช้จังหวะเข้าซื้อในเวลาที่เหมาะสม ไม่ใช่ซื้อเมื่อราคาถูกผลักขึ้นไปด้วยกระแส

ปัญหาที่สำคัญคือ เมื่อหุ้นเหล่านี้ถูกนำมาทำเป็น DR ภาพของ ความแพง กลับถูกลดทอนลงในสายตานักลงทุนไทย เพราะราคาต่อหน่วยในตลาดหุ้นไทยอาจอยู่แค่หลักบาทหรือหลักสิบบาท ทำให้เกิดความรู้สึกว่าเข้าถึงง่ายและไม่แพง ทั้งที่ในความเป็นจริง นักลงทุนกำลังซื้อหุ้นที่มี valuation สูงมากอยู่แล้ว เพียงแต่ถูกแบ่งหน่วยให้เล็กลงเท่านั้นเอง

จุดที่ DR กลายเป็นดาบสองคม มันลดข้อจำกัดในการเข้าถึง และลด แรงต้านทางจิตวิทยาในการซื้อของแพง หรือของราคาสูงไปด้วย 

นักลงทุนจำนวนไม่น้อยจึงตัดสินใจจากราคาในกระดานไทย โดยไม่ได้ย้อนกลับไปดูว่า underlying asset อย่างหุ้น Tesla หรือ Palantir มี P/E สูงแค่ไหน หรือ แม้แต่หุ้น Snowflake ที่มีแต่ความหวัง ยังไม่มีกำไรเลยด้วยซ้ำ

อีกประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ ความไม่สมมาตรของข้อมูล หรือ การเข้าถึงข้อมูลที่ไม่เท่ากัน กับนักลงทุนในตลาดสหรัฐฯ ที่มีข้อมูล มีบทวิเคราะห์ และมีการติดตามบริษัทอย่างใกล้ชิด 

ในขณะที่นักลงทุนไทยที่ซื้อ DR อาจอาศัยเพียงข่าวสั้น ๆ หรือกระแสในโซเชียลเป็นหลัก การเข้าไปลงทุนในหุ้นที่ valuation สูงอยู่แล้ว โดยไม่มีข้อมูลเชิงลึกเพียงพอ เท่ากับเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว

นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงอื่นที่มักไม่ถูกพูดถึง เช่น ความผันผวนของค่าเงิน ซึ่งสามารถส่งผลต่อราคา DR ได้ แม้หุ้นต้นทางจะไม่เปลี่ยนแปลง รวมถึงสภาพคล่องในตลาดไทยที่อาจไม่ลึกเท่าตลาดต่างประเทศ ทำให้ราคา DR บางช่วงอาจไม่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือพฤติกรรมของนักลงทุนรายย่อยที่มักไล่ตามหุ้นที่มีเรื่องเล่า หุ้นในธีม AI, Cloud หรือ EV มักได้รับความสนใจสูง และถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง 

เมื่อถูกนำมาทำเป็น DR ก็ยิ่งทำให้เข้าถึงง่ายขึ้น และนำไปสู่การซื้อเพราะกลัวตกขบวน มากกว่าการวิเคราะห์ซื้อที่มาจากการวิเคราะห์พื้นฐานอย่างแท้จริง

ในภาพรวม หุ้นต่างประเทศที่ถูกนำมาทำ DR ไม่ได้เป็นปัญหาในตัวมันเอง แต่ปัญหาอยู่ที่การเข้าไปลงทุนโดยไม่เข้าใจว่าหุ้นเหล่านั้นอยู่ในระดับ valuation แบบใด 

หุ้นอย่าง Tesla หรือ Palantir อาจเป็นบริษัทที่มีศักยภาพสูง แต่ก็เป็นหุ้นที่ราคาสะท้อนความคาดหวังไปไกลแล้ว หุ้นอย่าง Snowflake หรือ Datadog อาจมีอนาคต แต่ปัจจุบันยังไม่มีกำไรที่มั่นคงรองรับราคา

การลงทุนผ่าน DR ควรถูกมองว่าเป็นการลงทุนใน หุ้นต่างประเทศเต็มรูปแบบ  ไม่ใช่แค่การซื้อสินทรัพย์ราคาถูกในตลาดไทย ยิ่ง valuation สูงเท่าไร ความผิดพลาดในการคาดการณ์ก็ยิ่งมีต้นทุนสูงขึ้นเท่านั้น 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในตลาดที่เต็มไปด้วยความคาดหวังแบบนี้ คนที่รับความเสี่ยงมากที่สุด มักไม่ใช่คนที่เข้าก่อน แต่คือคนที่เข้าทีหลังโดยไม่เข้าใจว่าตัวเองกำลังจ่ายแพงแค่ไหน

อึ้งย้ง

Back to top button