SCC-PTTGC เปิดโอกาส & ปิดความเสี่ยง

ผลพวงจากสงครามตะวันออกกลาง ก่อให้เกิดวิกฤตซัพพลายเชนช็อก (Supply Chain Shock) ทำให้น้ำมันดิบพุ่งสูง ขนส่งทางเรือ-อากาศหยุดชะงัก วัตถุดิบขาดแคลน


ผลพวงจากสงครามตะวันออกกลาง ก่อให้เกิดวิกฤตซัพพลายเชนช็อก (Supply Chain Shock) ทำให้น้ำมันดิบพุ่งสูง ขนส่งทางเรือ-อากาศหยุดชะงัก วัตถุดิบขาดแคลน เช่น ปิโตรเคมี ส่งผลให้ต้นทุนผลิตพุ่ง และโรงงานเสี่ยงหยุดการผลิต..!!

เห็นได้ชัดจากกรณีบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีขั้นกลางถึงขั้นปลาย ดำเนินการผ่านบริษัทลูกที่ชื่อ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ที่ประสบปัญหาซัพพลายเชน ไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบอย่างแนฟทา (Naphtha) และโพรเพน (Propane) เข้าสู่โรงงานโอเลฟินส์ผลิตในจังหวัดระยอง และประเทศเวียดนามได้

เลยเป็นที่มาของการประกาศปิดโรงงานโอเลฟินส์ของบริษัท ระยองโอเลฟินส์ จำกัด (ROC) และโรงงาน Long Son Petrochemicals Co., Ltd. ประเทศเวียดนาม ชั่วคราว เพราะไม่มีวัตถุดิบ 

ทำให้ SCC ต้องปรับแผนธุรกิจใหม่ หันไปหาพันธมิตรในประเทศแทน เพื่อลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันเผชิญความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ 

ล่าสุดไปจับไม้จับมือกับกลุ่มปตท. อย่างบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC เพื่อร่วมศึกษาความเป็นไปได้ทางกลยุทธ์ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ (พอลิเอทิลีน: Polyethylene และพอลิโพรพิลีน: Polypropylene) ในประเทศไทย

หากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องไม่ติดขัดอะไร..?? คาดว่าการศึกษาโครงการร่วมทุนจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3/2569 นี้อ๊ะนะ…

ส่วนที่มาที่ไปของการผนึกกำลังกันครั้งนี้ ทั้งสองบริษัทระบุว่า “เพื่อสร้างผู้นำในธุรกิจปิโตรเคมีในภูมิภาค ที่มีความสามารถในการแข่งขันระดับโลก ด้วยปัจจัยสนับสนุนจากระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบบูรณาการในประเทศ ซึ่งคาดว่าจะช่วยส่งเสริมความเป็นเลิศในด้านการดำเนินงาน โดยอาศัยขนาดธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น และการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการวัตถุดิบ และเพิ่มความแข็งแกร่งของธุรกิจปลายน้ำที่มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มและมีความหลากหลายขึ้น อันจะส่งผลให้กลุ่มผลิตภัณฑ์มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น”

ก็ฟังดูดีนะ…แต่เดาว่าลึก ๆ แล้ว ทั้งคู่คงต้องการแก้ปัญหาชีวิตของตัวเองเสียมากกว่า..!?

อย่าง SCC ก็จะซีเคียวเรื่องซัพพลาย ช่วยลดความเสี่ยงปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ (แนฟทา) เพราะมีพันธมิตรอย่าง PTTGC คอยซัพพอร์ตให้

ฟาก PTTGC ก็ซีเคียวเรื่องดีมานด์ มี SCC ที่จะเป็นลูกค้าหลัก ไม่ต้องกังวลเรื่องโอเวอร์ซัพพลายอีกต่อไป

เท่ากับเป็นการปิดจุดบอด…เสริมจุดโตของกันและกันนั่นเอง..!!

สอดคล้องกับมุมมองของนักวิเคราะห์ อย่างบล.ทรีนีตี้ ระบุว่า ดีลนี้เป็นการรวมจุดแข็งของทั้งสองฝ่าย โดย PTTGC มีจุดแข็งในธุรกิจต้นน้ำ ความยืดหยุ่นในการเลือกใช้วัตถุดิบ โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และแพลตฟอร์มธุรกิจแบบครบวงจร ขณะที่ SCC มีผลิตภัณฑ์ที่เป็น High value added 

การรวมกันดังกล่าวจะทำให้เกิดสเกลที่ใหญ่ขึ้น มีโอกาสเป็นหนึ่งในผู้ผลิต Polyolefins รายใหญ่ระดับ Top 10 ของโลก และสร้างฐานการผลิตในมาบตาพุดให้เป็น Integrated Petrochemical Hub ที่แข่งขันได้ในระดับภูมิภาคและระดับโลก 

ขณะที่การ Synergy หลักจะมาจาก 3 ด้าน 1) Operational Excellence เพิ่มประสิทธิภาพการเดินเครื่องและ Asset utilization 2) การเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทาน ปรับการจัดหา Feedstock, Logistics Planning ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และ 3) Growth & Innovation ยกระดับ Product portfolio โดยเฉพาะกลุ่ม High Value Added products 

มิน่าละ…ตลาดเลยตอบรับเชิงบวกกับดีลดังกล่าว ส่งผลให้เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 เม.ย. 2569 หุ้น SCC ราคาปรับเพิ่มขึ้นไป 5.26% ปิดตลาดที่ 240.00 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่คึกคักกว่า 4,707.99 ล้านบาท ขณะที่หุ้น PTTGC ราคาปรับเพิ่มขึ้น 4.64% ปิดตลาดที่ 39.50 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขายกว่า 1,482.17 ล้านบาท

ถือเป็นอีกดีลที่วิน-วิน ด้วยกันทั้งคู่..!?

สงสัยตอนนี้ SCC กับ PTTGC คงยึดคติที่ว่า “รวมกันเราอยู่ แยกหมู่เราตาย” แหละ…พอดูออก

…อิ อิ อิ…

Back to top button