
Maersk ส่งสัญญาณ ‘คลื่นเงินเฟ้อ’ เริ่มก่อตัว.!
การส่งสัญญาณจากบริษัทผู้กุมบังเหียน การขนส่งทางเรืออย่าง Maersk เปรียบเสมือนเครื่องวัดอุณหภูมิเศรษฐกิจโลก
การส่งสัญญาณจากบริษัทผู้กุมบังเหียน การขนส่งทางเรืออย่าง Maersk เปรียบเสมือนเครื่องวัดอุณหภูมิเศรษฐกิจโลก ทำให้สะท้อนทิศทางโลกการค้าเสรีที่เป็นฟันเฟืองทุกตัวเชื่อมต่อกันผ่านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) อย่างน่ากังวลไม่น้อยทีเดียว
โดย Vincent Clerc ซีอีโอ Maersk ออกมาเตือนว่า ผลกระทบที่แท้จริงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ “ยังมาไม่ถึง” แต่กำลังก่อตัวเป็นคลื่นลูกใหญ่ ที่พร้อมจะซัดถล่มเศรษฐกิจผู้บริโภคช่วงกลางปี 2026 นี้
ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการเมืองระหว่างประเทศ แต่มันคือการสั่นคลอนเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญสุดอย่าง “ช่องแคบฮอร์มุซ” เมื่อเส้นทางนี้ถูกปิดโดยพฤตินัย สิ่งที่ตามมา นั่นคือ ความโกลาหลในโลกโลจิสติกส์ เรือบรรทุกสินค้าจำนวนมหาศาล ต้องเผชิญกับการหยุดชะงัก หรือต้องเปลี่ยนเส้นทางที่ไกลกว่าเดิมหลายเท่าตัว และทุกไมล์ทะเลที่เพิ่มขึ้นล้วนหมายถึง “ต้นทุน” ที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน
สิ่งที่น่าสนใจจากการวิเคราะห์ของ Clerc คือคำว่า Lag Time หรือระยะเวลาที่ห่างกันระหว่างการเพิ่มขึ้นของต้นทุนกับการปรับขึ้นของราคาสินค้า แม้ไตรมาส 1/69 Maersk จะรายงานว่า ต้องแบกรับภาระต้นทุนพลังงานสูงขึ้นอย่างรุนแรง แต่ตัวเลขเหล่านั้นยังไม่ไปปรากฏบนป้ายราคาสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตทันที
กระบวนการนี้ต้องใช้เวลาหลายเดือน ในการเดินทางผ่านห่วงโซ่อุปทานจากค่าระวางเรือ (Freight Rate) สู่ต้นทุนนำเข้าของโรงงาน และจากราคาขายส่งสู่ราคาขายปลีก Maersk จึงพยากรณ์อย่างมั่นใจว่า ไตรมาส 2-ไตรมาส 3 ปี 2026 จะเป็นช่วงเวลาที่ผู้บริโภคทั่วโลกต้องเผชิญกับ “ของแพง” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในเชิงธุรกิจ Maersk ระบุว่า หากราคาน้ำมันยังคงตัวอยู่ในระดับ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล บริษัทจะมีต้นทุนส่วนเกินเพิ่มขึ้นถึงเดือนละ 500 ล้านดอลลาร์ นี่คือตัวเลขมหาศาลที่เกินกว่าบริษัทใด จะแบกรับไว้ได้เพียงลำพัง “การผลักภาระ” สู่ลูกค้า จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดเดียวในเชิงธุรกิจที่ต้องรักษาความอยู่รอดขององค์กรเอาไว้
โจทย์ใหญ่ที่ซีอีโอ Maersk กังวลมากที่สุด ไม่ใช่แค่เรื่องกำไรขาดทุน แต่คือ “ขีดจำกัดของผู้บริโภค” หากคลื่นเงินเฟ้อรอบนี้รุนแรงเกินไป จนเงินในกระเป๋าของประชาชนไม่เพียงพอต่อการซื้อสินค้า สิ่งที่จะตามมาคือ “การทำลายอุปสงค์” หรือสภาวะที่คนเลิกซื้อสินค้า เพราะสู้ราคาไม่ไหว หากอุปสงค์ทั่วโลกหดตัวลงช่วงครึ่งหลังปีนี้ มันจะกลายเป็นโดมิโน ที่ย้อนกลับมาทำลายอุตสาหกรรมการขนส่งและการผลิตอย่างรุนแรงยิ่งกว่าวิกฤตในอดีต
คำเตือนของ Maersk บ่งชี้ว่า ปี 2026 คือ การที่เศรษฐกิจโลกไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาดเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ถูกกำกับโดย “ภูมิรัฐศาสตร์” ความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นจากการสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซและการระงับเส้นทางขนส่งหลักเชื่อมตะวันออกกลาง-เอเชีย-ยุโรป สะท้อนให้เห็นว่าห่วงโซ่อุปทานโลก “เปราะบาง” อย่างยิ่ง..!!
ขณะที่ทั่วโลกกำลังจับตามองโต๊ะเจรจาสันติภาพด้วยความหวัง แต่ในทางปฏิบัติ ภาคธุรกิจและผู้บริโภคควรเตรียมตัวรับแรงกระแทกจากค่าครองชีพที่จะพุ่งสูงขึ้น “คลื่นเงินเฟ้อ” ที่ Maersk เตือนไว้นี้ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่มันคือความเป็นจริง ที่กำลังเคลื่อนเข้าใกล้เรามากขึ้นทุกที…!!??