พาราสาวะถี

เปิดทำเนียบรัฐบาลฟังผู้ประกอบการรายใหญ่ของประเทศ เสนอแนะความเห็นไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา กับเวที The Listening Forum : Voices to the PM ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง


เปิดทำเนียบรัฐบาลฟังผู้ประกอบการรายใหญ่ของประเทศ เสนอแนะความเห็นไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา กับเวที The Listening Forum : Voices to the PM ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง นอกเหนือจากเป็นอีเวนต์ใหญ่ แสดงให้เห็นถึงสายสัมพันธ์ คอนเน็คชั่นของรัฐบาลมีเส้นกับบรรดาเหล่าชนชั้นนำทั้งหลายแล้ว ข้อเสนอต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการพบปะ พูดคุย ที่ อนุทิน ชาญวีรกูล อ้างว่าหูชานั้น ความจริงปัญหาทุกอย่างไม่ได้มีอะไรใหม่ ปัจจัยสำคัญคือ ฝ่ายกุมอำนาจกล้าที่จะตัดสินใจ และทะลวงอุปสรรคตามที่ได้มีเสียงสะท้อนมาหรือไม่

บทสรุปตามที่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง แถลงหลังการหารือภาคเอกชนทุกภาคส่วนมีความเห็นสอดคล้องกันว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต โดยเฉพาะพลังงานสะอาด การบริหารจัดการน้ำ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ควบคู่กับการใช้โอกาสจากการลงทุนจากต่างประเทศให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ หรือ New Growth Engines เช่น อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI และโลจิสติกส์สมัยใหม่ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ภาครัฐเคยได้รับฟังจากภาคเอกชนมาโดยตลอดอยู่แล้ว

ไม่ต่างกับสิ่งที่รัฐบาล ได้บอกกับผู้ประกอบการเกี่ยวกับ การเร่งรัดแก้ไขอุปสรรคสำคัญที่ภาคเอกชนสะท้อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขั้นตอนการอนุญาต การอำนวยความสะดวกด้านกฎระเบียบ และข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อยกระดับสภาพแวดล้อมการลงทุนของประเทศให้มีความคล่องตัว โปร่งใส และเอื้อต่อการแข่งขันในระดับสากล ก็พูดกันมานาน แต่กระบวนการแก้ไขยังเชื่องช้าเหมือนเดิม นั่นเป็นเพราะ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบางแห่งยังหวงอำนาจ ห่วงเรื่องผลประโยชน์ที่จะเสียไป

การที่เอกนิติบอกว่า รัฐบาลจะนำทุกข้อเสนอจากภาคเอกชนในครั้งนี้ไปขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง พร้อมฟื้นกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ผ่าน คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจหรือกรอ. ให้กลับมามีบทบาทเชิงรุกอีกครั้ง เพื่อผนึกกำลังรัฐ–เอกชนเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นระบบ สร้างความเข้มแข็งจากฐานราก และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ในเชิงหลักการถือเป็นเรื่องที่ดี แต่เมื่อถึงภาคปฏิบัติต้องไปดูว่าสามารถดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้ขนาดไหน

จะว่าไปแล้ว นับตั้งแต่มีรัฐบาล คงไม่มีห้วงเวลาไหนที่ความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายกุมอำนาจอันถือเป็นสายตรงอนุรักษ์นิยม จะเป็นที่ยอมรับ และได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากชนชั้นอีลิทเท่ากับรัฐบาลชุดนี้อีกแล้ว ซึ่งความจริงตั้งต้นมาตั้งแต่รัฐบาลอายุสั้น แทบจะมองหาแรงเสียดทาน หรือกระแสต่อต้านจากกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง หรือแม้กระทั่งเหล่าคนดีย์ทั้งหลายไม่มี จึงขึ้นอยู่กับว่าหลังจากได้ทุนคืนเต็มเม็ดเต็มหน่วย จากการขึ้นราคาน้ำมันที่ผ่านมาแล้ว จะตั้งหน้าตั้งตาทำงาน สร้างผลงานให้เป็นที่ยอมรับได้มากขนาดไหน

ปัญหาความเป็นรัฐบาลผสม ถ้ามองจากคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลแบ่งเป็น 3 กลุ่มสองพรรคคือ รัฐมนตรีภาพลักษณ์ดี และเสนาบดีบ้านใหญ่ของภูมิใจไทย กับ รัฐมนตรีของเพื่อไทย ยังไม่เห็นหนทางที่จะทำให้ทั้งสองพรรคเกิดความขัดแย้งกันในมิติทางการเมือง เรื่องการทำงานโอกาสที่จะเกิดการเหยียบตาปลากันนั้นแทบไม่มี เพราะพรรคนายใหญ่ได้รับการจัดสรรโควต้าให้ดูแลกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา และด้านสังคมเป็นหลัก

ขณะเดียวกัน ภาพแกนนำในซีกของเพื่อไทยที่มีอำนาจในฝ่ายบริหารอย่าง ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเข้ามาเสริมภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของรัฐบาล มีการประกาศ แนวทางทำงานเพื่อบ้านเมือง ไม่ใช้การเมืองมาสร้างปัญหา ดังนั้น จึงจะได้เห็นการร่วมมือกันทำงานด้วยเสนาบดีซึ่งเป็นที่ยอมรับจากสังคมของสองพรรคมากกว่าที่จะไปหาเหตุให้เกิดความขัดแย้งกัน นั่นจึงเป็น อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้อนุทินต้องจำใจตัดหางพรรคสีเขียว ทั้งที่เคยอุ้มชูกันมาตอนตั้งรัฐบาลอายุสั้น

ส่วนความกังวลแรงกระเพื่อมอันเกิดจาก ทักษิณ ชินวัตร ได้รับการพักโทษนั้น เป็นเรื่องที่บุคคลภายนอกวิพากษ์วิจารณ์กันไปเอง จริงอยู่คนที่ได้ตัดสินใจเข้าสู่ถนนสายการเมือง ไม่มีใครตัดใจทิ้งได้เด็ดขาด แต่สำหรับนายใหญ่ ในช่วงระยะเวลา 4 เดือนที่ต้องติดกำไล EM จนกว่าจะพ้นโทษนั้น จำเป็นต้องรักษาระยะห่างกับพรรคไว้ก่อน การพบปะกับบรรดาคนการเมืองทั้งหลายเกิดขึ้นได้ แต่วงสนทนาจะไม่เน้นไปในเรื่องของการทำงานในรัฐบาล อาจมีความเห็นบ้างเกี่ยวกับบทบาทของพรรคเพื่อไทยในสภา

นับตั้งแต่เสร็จสิ้นการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ว่ากันว่า ภายในพรรคนายใหญ่ไม่ได้แค่สรุปบทเรียนความพ่ายแพ้เท่านั้น แต่ยัง ประเมินการขับเคลื่อน และวิธีการของฝ่ายอนุรักษ์นิยม มองไปถึงกลไกที่ใช้ทั้งใต้ดิน บนดิน วิเคราะห์ข้อร้องเรียนต่าง ที่พุ่งเป้าไปยังฝ่ายกุมอำนาจ เครือข่ายของอนุรักษ์นิยมที่เป็นมือเป็นไม้ปกป้อง เพื่อจะได้ประเมินต่อไปว่าจะมีโอกาสรุกเพื่อช่วงชิงความนิยมกลับคืนมาหรือไม่ ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังเห็นว่า ฝ่ายที่ได้รับการหนุนหลังมีพลังที่คุ้มครองอันแข็งแกร่ง จึงกล้าที่จะเดินหน้าทำเรื่องต่าง โดยไม่กลัวว่าจะมีอะไรมาทำให้สะดุด

ขณะที่สนามเลือกตั้งท้องถิ่นอย่างผู้ว่าฯ กทม. น่าจะเข้ามาช่วงชิงกระแสความสนใจของการเมืองภาพใหญ่ได้ไม่น้อย หลังการประกาศลาออกจากตำแหน่งก่อนครบวาระของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในวันที่ 21 พฤษภาคมนี้ อย่างไรก็ตาม เท่าที่มีการเปิดตัวกันมาของผู้ท้าชิง ต้องยอมรับว่าบรรดาคู่แข่งทั้งหลายยังห่างชั้นกับผู้ว่าฯ จอมพลัง ส่งผลให้การเลือกตั้งผู้บริหารเมืองหลวงหนนี้ จึงไม่น่าจะมีอะไรให้ตื่นเต้น เว้นเสียแต่ว่าจะมีทีเด็ดที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ซึ่งยังไม่มีวี่แววว่าจะเป็นไปได้อย่างไร

อรชุน

Back to top button