พาราสาวะถี

ปมร่างพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทที่รอกระบวนการพิจารณาของรัฐสภา เนื่องจากฝ่ายค้านได้ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การออกกฎหมายดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่


ปมร่างพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทที่รอกระบวนการพิจารณาของรัฐสภา เนื่องจากฝ่ายค้านได้ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การออกกฎหมายดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ไม่ได้เป็นปัญหาต่อการเดินหน้ากู้เงินและใช้จ่ายเงินดังว่า เนื่องจากการพระราชกำหนดได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษามีผลบังคับใช้ไปแล้ว ขั้นตอนการรายงานเพื่อให้สภารับรองเป็นเรื่องทางกระบวนการ ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับว่า ผลการชี้ขาดของศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาแบบใดมากกว่า

ฟังที่ ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯฝ่ายกฎหมาย ชี้แจงเป็นฉากๆ ผนวกเข้ากับความเชื่อมั่นของ อนุทิน ชาญวีรกูล งานนี้ฟันธงไว้ล่วงหน้า ทุกอย่างไร้ปัญหา เหลืออยู่เพียงแค่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะใช้เวลาพิจารณาเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยนานขนาดไหน หากยึดตามระเบียบก็จะอยู่ที่ไม่เกิน 60 วัน แต่ที่ผ่านมา เรื่องสำคัญอันเกี่ยวพันกับงบประมาณเช่นนี้ คาดหมายกันว่าหลังจากที่มีการรับเรื่องไว้แล้ว น่าจะใช้เวลาไม่เกิน 20 วัน ถ้าศาลชี้ว่าไม่ขัดต่อกฎหมาย ก็จะเป็นเรื่องของรัฐสภาพิจารณาต่อ ถ้ามองจากท่าทีของแต่ละฝ่ายที่ออกมา แทบจะเดากันได้ว่า ไม่มีอะไรให้รัฐบาลระคายเคืองแม้แต่น้อย

ในเมื่อทุกอย่างมันผ่านกระบวนการปลดล็อกมาตั้งแต่มีรัฐบาลอายุสั้น ความพยายามที่จะเตะสกัดหวังสั่นคลอนเสถียรภาพของฝ่ายกุมอำนาจนั้นเป็นไปได้ยาก ยิ่งเห็นแนวร่วมของฝ่ายอนุรักษนิยมที่ยืนเคียงข้างกันเป็นหน้ากระดาน ทุกองคาพยพ มองไม่เห็นหนทางว่าอนุทินและคณะจะเกิดการสะดุดตอนไหน เอาแค่เรื่องฮั้วส.ว.ถ้ากกต.ฟันธงไม่มีอะไรในกอไผ่ ถือเป็นสัญญาณของการกินรวบที่เด่นชัด ทั้งอำนาจฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ขณะที่อำนาจฝ่ายอำนวยความยุติธรรม ถ้าพิจารณากรณีมติป.ป.ช.กับคดี ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่เกิดการขบเหลี่ยมกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ยิ่งทำให้เห็นว่าอำนาจการเมืองปัจจุบันไม่ธรรมดา

ถ้าย้อนกลับไปยุค ทักษิณ ชินวัตร เรืองอำนาจ จนสู่ยุคปลายก่อนถูกยึดอำนาจ ข้อกล่าวหาอันคลาสสิกนอกเหนือจาก ทุนสามานย์ ระบอบทักษิณ แล้ว ยังมีปมของการแทรกแซงองค์กรอิสระ ซึ่งจนถึงวันนี้ไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สามารถชี้ชัดได้ว่า มีการใช้กลไกกดดัน แทรกแซงอย่างไร แต่สิ่งที่เห็นและสัมผัสกันได้นับตั้งแต่หลังรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 จนถึงปัจจุบัน กลไกที่เรียกว่านิติสงคราม คงไม่ต้องสงสัยกันกระมังว่า มันยิ่งกว่าการแทรกแซงหรือไม่

เข้าใจได้ทุกอย่างถูกออกแบบโดยลิ่วล้อ เครือข่ายของเผด็จการสืบทอดอำนาจ มิหนำซ้ำ บุคคลต่างๆที่ถูกแต่งตั้งเข้าไปทำหน้าที่ ล้วนแต่มาจากกลไกที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้อำนาจของอนุรักษนิยมเข้มแข็ง ใครก็แตะต้องไม่ได้ ผลลัพธ์มันจึงเป็นเช่นนี้ อย่างที่เห็น เรื่องประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ อรชุนบอกไว้ตั้งแต่ยังไม่ตั้งรัฐบาลอำนาจเต็ม ฝ่ายรัฐบาลจึงดึงเกมแล้วโยนให้เป็นเรื่องของสภา ล่าสุด อนุทินก็พูดเช่นนั้น อ้างว่า 20 ล้านเสียงที่เห็นชอบให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่ได้ผูกพันกับรัฐบาล

โดยอ้างถึงผลวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่บอกว่า กระบวนการแก้ไขจะต้องตั้งต้นที่สภา ดังนั้น แม้ว่าผลของประชามติจะออกมาอย่างไร ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายรัฐบาล ต้องให้พรรคการเมืองในสภาไปว่ากัน จะร่างกันใหม่หรือใช้ร่างเดิมที่ค้างเติ่งอยู่ในรัฐสภาครั้งที่แล้วมาปัดฝุ่นแล้วเดินหน้ากระบวนการกันได้เลย บอกปัดโดยอ้างหลักการชนิดที่ไม่แยแสต่อเสียงที่ลงประชามติแม้แต่น้อย หรือลืมไปแล้วว่าหมวกอีกใบของตัวเองยังเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ประกาศสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และร่างที่ค้างอยู่ในสภาก็เป็นร่างของพรรคสีน้ำเงินกับพรรคส้ม

มันผิดจากที่คาดไว้เสียที่ไหน ใครจะไปบ้าแก้ไขในสิ่งที่ตัวเองได้ประโยชน์ เมื่อกฎหมายสูงสุดยกร่าง ออกแบบโดยเผด็จการสืบทอดอำนาจ วางทุกอย่างไว้เพื่อรอพรรคที่ใช้มาสานต่อ และลงล็อกจนดันให้พรรคสีน้ำเงินก้าวกระโดดมาเป็นพรรคเสียงข้างมากกวาดที่นั่งส.ส.ได้เกือบ 200 เก้าอี้ ใครมันจะบ้ามาแก้ไขให้ตัวเองเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ส่วนบรรดาแกนนำพรรคส้มที่กล่าวหา ต่อว่าเสี่ยหนูด้วยถ้อยคำรุนแรง น่าจะสำเหนียกด้วยว่า ใครกันที่ไปยกมือหนุนให้สายตรงอนุรักษนิยมได้เป็นฝ่ายกุมอำนาจ หากจะโทษก็ต้องโทษตัวเอง

การประนีประนอมครั้งใหญ่ที่มาจากปากของผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคสีส้มนั้น ถ้าตัดเอาเรื่องการได้ประโยชน์ส่วนตัวทิ้งไป ต้องยอมรับกันแต่ด้วยดีว่า การรอมชอมที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องของการเกลี่ยอำนาจ จัดสรรปันส่วนขอบข่ายของการใช้อำนาจ หรือบางองค์กรถึงขั้นขยายอำนาจของตัวเองได้ การตัดสินใจของพรรคส้มในวันนี้ถือเป็นการเตะหมูเข้าปากหมา เป็นการช่วยให้ฝ่ายอนุรักษนิยมสามารถเข้ามากุมกลไกทุกอย่าง เพื่อบอนไซ หรือจำกัดการเติบโตของประชาธิปไตยเสียมากกว่า

ทั้งหมดก็เกิดจากความย่ามใจ เชื่อมั่นในความนิยม คิดว่ากระแสดี อย่างที่ย้ำมาตลอด ได้ใจคนเมืองใหญ่แต่ไม่ชนะใจคนส่วนใหญ่ การเมืองภาพใหญ่แม้จะได้คะแนนมาเป็นอันดับ 2 แต่ถือว่าแพ้ราบคาบ จึงเหลือสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ที่จะเป็นบทพิสูจน์ว่าคนกรุงเทพฯเชื่อมั่นในศักยภาพของคนจากพรรคสีส้มมากขนาดไหน การได้ส.ส.ทั้ง 33 เขต จะเป็นตัวชี้วัดว่าคนเมืองหลวงไว้วางใจที่จะให้คนของพรรคนี้เข้ามาเป็นผู้บริหาร และเป็นไปในทิศทางเดียวกับการเลือกตั้งส.ส.หรือไม่

ต้องไม่ลืมว่าคู่แข่งอย่าง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ไม่ธรรมดา แม้จะถ่อมตัวโดยยกเอาผลเลือกตั้งส.ส.มาบอกว่า คะแนนไม่น่าจะแลนด์สไลด์เหมือนคราวเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ครั้งก่อน ถ้าดูปฏิกิริยาจากเพื่อไทยที่ไม่ส่งคนชิงทั้งเก้าอี้ผู้ว่าเมืองหลวงและสก. นั่นเท่ากับว่า เป็นการเปิดทางให้กับฝ่ายสนับสนุนพรรค ในการที่จะไปช่วยชัชชาติได้อย่างเต็มที่ ไม่ใช่การเปิดพื้นที่ให้กับการเมืองท้องถิ่นตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด การใช้สีเสื้อพรรคสีแดงไปแข่งกับสีส้มน่าจะมีโอกาสชนะน้อยกว่าการเป็นผู้สมัครอิสระที่แนบชิดกับคนที่กำลังจะเป็นอดีตผู้ว่าฯกทม.

อรชุน

Back to top button