SET แกว่งตัวไซด์เวย์…โฟกัสผลของสงครามอิหร่านที่จะฉุดรั้งกำไร 2Q69

จากข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ เม.ย. ที่เร่งตัวขึ้นและยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงมีความเสี่ยงขาขึ้นจากสงครามที่ยืดเยื้อ ประกอบกับ การจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ที่ขยายตัวดีและสอดคล้องกับการประเมินของ Fed


จากข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ เม.ย. ที่เร่งตัวขึ้นและยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงมีความเสี่ยงขาขึ้นจากสงครามที่ยืดเยื้อ ประกอบกับ การจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ที่ขยายตัวดีและสอดคล้องกับการประเมินของ Fed ว่าตลาดแรงงานยังคงทรงตัว (Stable) ในช่วงที่ผ่านมา อีกทั้งยอดค้าปลีกและ PMI  สะท้อนภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังแข็งแกร่ง ทำให้ INVX มองว่า Fed อยู่ในสถานะที่รอดูสถานการณ์ได้และมีแนวโน้มที่จะคงดอกเบี้ยนโยบายตลอดทั้งปี 2569 ส่วนการเข้าดำรงตำแหน่งประธาน Fed ของ Kevin Warsh หลังวุฒิสภาสหรัฐฯ รับรองด้วยคะแนน 54-45 ฉิวเฉียดที่สุดตั้งแต่ปี 2520 ต้องติดตามเรื่องจุดยืนต่อทิศทางดอกเบี้ย, balance sheet และความเป็นอิสระของธนาคารกลาง

ด้านการประชุม Trump-Xi Summit ทั้งสองผู้นำมุ่งเน้นสร้างเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์เพื่อลดความขัดแย้งในช่วง 3 ปีข้างหน้า ซึ่ง INVX มองจะช่วยลดความตึงเครียดของสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกในระยะสั้น แต่ข้อตกลงระดับยุทธศาสตร์ที่จะกำหนดทิศทางทศวรรษหน้าจริง ๆ คาดจะไปชัดเจนในการเยือนทำเนียบขาวของ ปธน. สี จิ้นผิง ในช่วง ก.ย.  69  ส่วนประเด็นไต้หวันยังคงเป็นจุดเปราะบางหรือเส้นแดงที่จีนให้ความสำคัญสูงสุด ในขณะที่สหรัฐฯ ยังสงวนท่าทีและยังต้องจับตาต่อไป

ขณะที่การรายงาน GDP ไทย ไตรมาส 1/2569 ในวันที่ 18 พ.ค. นั้น INVX คาดว่าจะเติบโต 3.0% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน สูงกว่าตลาดที่ 2.2% และเร่งขึ้นจาก 2.5% ไตรมาสก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่เร่งขึ้นตามยอดส่งมอบรถยนต์ การลงทุนภาคเอกชนที่เร่งตัวขึ้นสะท้อนจากตัวเลข FDI ที่เติบโต 18% ด้านญี่ปุ่นมีกำหนดเผยแพร่ GDP ไตรมาส 1/2569 ในวันที่ 19 พ.ค. ซึ่งตลาดคาดว่าจะเติบโต 1.6% จากไตรมาสก่อน SAAR จาก 1.3% ไตรมาสก่อน

ส่วนตลาดหุ้นไทย INVX มองว่าช่วงสั้น SET จะแกว่งตัวไซด์เวย์ โดยมี Upside จำกัดที่แนวต้าน 1,550 จุด โดยปัจจัยในประเทศ แม้มีแรงหนุนจากกำไรรวมตลาดไตรมาส 1/2569 ออกมาแข็งแกร่ง และ Sentiment บวกจาก ครม. เตรียมพิจารณามาตรการไทยช่วยไทยพลัสในวันที่ 19 พ.ค. แต่มองดัชนีได้สะท้อนไปพอสมควรแล้ว ทำให้นักลงทุนจะกลับมาโฟกัสผลกระทบสงครามตะวันออกกลางที่จะฉุดรั้งกำไรไตรมาส 2/2569 ของ บจ. แทน ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศยังเปราะบาง แม้การพบกันระหว่างผู้นำจีน-สหรัฐฯ จะมีพัฒนาการเชิงบวก แต่ยังมีความเสี่ยงเรื่องสงครามอิหร่านยืดเยื้อที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันทรงตัวสูงเป็นเวลานาน ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างชัดเจนผ่านภาวะเงินเฟ้อสูง กลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” ใน 3 ธีมหลัก และ 3 ธีมเทรดดิ้ง ดังนี้

  1. หุ้น Earnings Play ซึ่งคาดกำไรไตรมาส 2/2569 จะเติบโตเมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน ส่วนครึ่งหลังของปี 2569 โมเมนตัมกำไรยังดีทั้ง HoH และเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน อีกทั้งเราแนะนำ Outperform ได้แก่ ADVANC, AP, GULF, MINT, MTC, SCGP, TIDLOR 
  2. หุ้น Defensive ที่มี High Pricing Power ซึ่งคาดกำไรสามารถทนทานต่อต้นทุนและเงินเฟ้อที่สูงกว่าในอดีต ได้แก่ สื่อสาร (ADVANC, TRUE) การแพทย์ (BDMS, BH, CHG, BCH) และพาณิชย์ (CPALL, CPAXT, BJC, CPN
  3. หุ้น New Normal ซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรม “S-Curve” และได้ประโยชน์จากนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของภาครัฐในระยะยาว เช่น ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเข้าสู่พลังงานทางเลือกใหม่ (Solar cell, EV, Data Center) ได้แก่ พลังงานสะอาด (GULF, GPSC, BGRIM) นิคม (WHA, AMATA) และทางอ้อม เช่น จำหน่ายและรับติดตั้ง Solar Rooftop (SCC, BANPU, HMPRO, GLOBAL, GUNKUL)
  • Trading Idea : 1. หุ้นที่คาดเป็นเป้าหมายซื้อโดยนักลงทุนต่างชาติ หลังเริ่มเห็น Fund Flow ไหลกลับ เลือกหุ้นที่ Underowned และ Undervalued ได้แก่ TRUE, CPN, GLOBAL, BEM, PTTGC 2. หุ้นที่คาดได้อานิสงส์บวกจาก World Cup 2026 (11 มิ.ย.-19 ก.ค.) ได้แก่ CPALL, CPAXT, MINT, CENTEL, HTC, TRUE 3. หุ้นที่คาดได้อานิสงส์คลายกังวลสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ซึ่งยอมลดข้อจำกัดด้าน AI/ชิป/แร่หายาก ได้แก่ DETLA, HANA, KCE, PTTGC, IVL

นางสาวณัฏฐ์วริน ไตรภพสกุล

ผู้อำนวยการอาวุโส Equity Strategy Team

บล. InnovestX บริษัทหลักทรัพย์ในกลุ่ม SCBX

Back to top button