
‘ตลาดเกิดใหม่เอเชีย’ กับวิกฤต ‘เงินเฟ้อสูง..ทุนสำรองหด’!
เสถียรภาพทาง “เศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย” กำลังถูกทดสอบครั้งใหญ่สุดรอบหลายปี วิกฤตการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนก.พ. 69
เสถียรภาพทาง “เศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย” กำลังถูกทดสอบครั้งใหญ่สุดรอบหลายปี วิกฤตการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนก.พ. 69 ส่งแรงกระเพื่อมรุนแรงดั่งโดมิโน มีชนวนเหตุสำคัญมาจาก “ราคาน้ำมันดิบ” ที่ปรับขึ้นมากกว่า 40% ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ดุลบัญชีต่างประเทศของกลุ่มประเทศผู้นำเข้าพลังงานในเอเชีย นำไปสู่สภาวะ “เงินเฟ้อสูง ทุนสำรองลด” และค่าเงินอ่อนค่า..
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงสัปดาห์นี้ คือ สัญญาณเตือนภัยขั้นวิกฤตเมื่อ “ธนาคารกลางศรีลังกา” ตัดสินใจทำเซอร์ไพรส์ตลาด ด้วยมาตรการแบบยาแรง ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวดเดียว 1% สู่ระดับ 8.75% ถือเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกรอบ 3 ปี การเคลื่อนไหวอันดุดันเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้กำหนดนโยบายไม่มีทางเลือกอื่นเหลือนอกจากยอมเบรกการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อสกัดกั้นการไหลออกของเงินทุนและปกป้องค่าเงินรูปี ที่อ่อนค่าลงกว่า 4% แตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
สิ่งที่น่ากังวลสุดคือ “ศรีลังกา” ไม่ใช่ผู้เล่นรายเดียว ที่กำลังเผชิญหน้ามรสุมลูกนี้ นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง BNY บ่งชี้ว่า “การขึ้นดอกเบี้ย กำลังกลายเป็นแนวโน้มตอบสนองระดับภูมิภาค” เพื่อรับมือผลกระทบจากสงครามและสกัดกั้นการเก็งกำไรค่าเงิน
ตัวเลขความเสียหายของสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ (EM) นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น นั่นคือค่าเงินรูเปียห์อินโดนีเซีย, รูปีอินเดีย, เปโซฟิลิปปินส์ อ่อนค่าลงอย่างรุนแรงเฉลี่ย 4.5- 6.5% โดยค่าเงินรูปีศรีลังกา ปรับตัวลดลง 4% ท่ามกลางภาวะขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ
ก่อนหน้านี้เพียงหนึ่งสัปดาห์ “ธนาคารกลางอินโดนีเซีย” สร้างความประหลาดใจให้ตลาดไปแล้ว ด้วยการขึ้นดอกเบี้ย 0.5% พร้อมประกาศแผนฉุกเฉินเพื่อควบคุม และรวมศูนย์การส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์เชิงยุทธศาสตร์ เพื่อดึงเม็ดเงินตราต่างประเทศกลับเข้าสู่ระบบและหนุนค่าเงินรูเปียห์
ขณะเดียวกัน “ธนาคารกลางฟิลิปปินส์” เริ่มส่งสัญญาณชัดเจนว่าอาจมีการประชุมนัดพิเศษนอกวาระวันที่ 18 มิ.ย.นี้ เพื่อปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่ ด้าน “ธนาคารกลางอินเดีย” ออกมาให้คำมั่นว่า จะทำทุกวิถีทางเพื่อสกัดการเก็งกำไรค่าเงิน พร้อมมีกระแสข่าวว่ากำลังพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้าด้วยเช่นกัน
นอกเหนือจากการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวด ผ่านการขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้ว รัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายทั่วทั้งเอเชียยังจำเป็นต้องงัด “มาตรการฉุกเฉิน” อื่น ๆ ขึ้นมาใช้อย่างจำใจ เพื่อรักษาเสถียรภาพและป้องกันไม่ให้ระบบเศรษฐกิจย่ำแย่ไปกว่านี้..!
มาตรการทางเลือกประเทศแถบเอเชีย เพื่อความอยู่รอด เริ่มจาก ศรีลังกา สั่งเพิ่มภาษีนำเข้ารถยนต์อย่างหนัก รื้อฟื้นมาตรการปันส่วนน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วประเทศ ปรับขึ้นค่าไฟฟ้าเพื่อลดการบริโภคพลังงานและประหยัดเงินตราต่างประเทศ
ส่วนอินเดีย นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ออกโรงเรียกร้องให้หน่วยงานทุกภาคส่วนใช้นโยบายรัดเข็มขัดอย่างเข้มงวดเพื่อประหยัดเงินทุนสำรอง ขณะที่บังกลาเทศ ตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จนต้องเปิดฉากเจรจาขอข้อตกลงกู้เงินฉุกเฉินรอบใหม่กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)
สถานการณ์ฝั่งตะวันตกกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงลบให้รุนแรงขึ้น เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Bond Yield) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่ถูกลดทอนความน่าสนใจลง เม็ดเงินทุนไหลออกจากภูมิภาคเอเชียอย่างรวดเร็ว เพื่อวิ่งเข้าหาเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้น การแข็งค่าของดอลลาร์ไม่ได้เพียงแต่ทำให้ค่าเงินสกุลท้องถิ่นอ่อนแอลงเท่านั้น แต่เป็นการเพิ่มภาระหนี้สินในสกุลเงินดอลลาร์ที่รัฐบาล และภาคเอกชนในเอเชีย ต้องชำระคืนสูงขึ้น.!!
ดูเหมือนประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยพร้อมมาตรการรัดเข็มขัด เพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงินในคราวเดียวกัน..!?
