
‘โบนัสเซมิคอนดักเตอร์’ ระเบิดเวลาเงินเฟ้อเกาหลีใต้.!?
กลายเป็นประเด็นร้อน ที่นักเศรษฐศาสตร์และนักลงทุนทั่วโลก เฝ้าจับตาปรากฏการณ์ “อานิสงส์โบนัสเซมิคอนดักเตอร์” ในประเทศเกาหลีใต้
กลายเป็นประเด็นร้อน ที่นักเศรษฐศาสตร์และนักลงทุนทั่วโลก เฝ้าจับตาปรากฏการณ์ “อานิสงส์โบนัสเซมิคอนดักเตอร์” ในประเทศเกาหลีใต้ กลายเป็นแรงขับเคลื่อนครั้งใหญ่ในภาคการบริโภคระดับบนจนสร้างแรงสั่นสะเทือนถึงธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนภาพชัดเจนว่า เม็ดเงินก้อนโตที่กระจายลงสู่กระเป๋าพนักงานภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง กำลังทำเป็นดาบ 2 คม ในระบบเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ปรากฏการณ์นี้ คือ ดัชนีชี้วัดความแข็งแกร่งขั้นสุดยอดของอุตสาหกรรมชิปและเซมิคอนดักเตอร์ ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่หลัก ที่ค้ำจุนเศรษฐกิจของเกาหลีใต้มาอย่างยาวนาน การที่ยักษ์ใหญ่ระดับโลก อย่าง Samsung Electronics และ SK Hynix สามารถทำผลประกอบการได้เติบโตอย่างก้าวกระโดด จนสามารถปันผลกำไรจากการดำเนินงานสัดส่วนสูงถึง 10-10.5% ออกมาเป็นโบนัสพิเศษให้กับพนักงาน คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยต่อหัวตั้งแต่ 600 ล้านวอนจนถึงกว่า 700 ล้านวอน (หรือราวกว่า 4 แสนดอลลาร์สหรัฐ)
ย่อมเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า เมกะเทรนด์ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก กำลังอยู่ในช่วงขยายตัวเต็มสูบ และสร้างความมั่งคั่งระดับที่ “ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ให้กับบุคลากรในเซกเตอร์นี้
ผลลัพธ์ตามมาทันทีคือ การเฉลิมฉลองของภาคธุรกิจค้าปลีก โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้าระดับไฮเอนด์ ที่กลายเป็นเป้าหมายแรก ในการระบายกำลังซื้ออันมหาศาลของเหล่าเศรษฐีใหม่เหล่านี้ตัวเลขยอดขายสินค้าหรูหราจังหวัดคยองกี ซึ่งเป็นทำเลทองและที่ตั้งของโรงงานผลิตชิปหลัก พุ่งทะยานขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้าชินเซเก (Shinsegae) ที่หมวดเครื่องประดับหรู และนาฬิกาแบรนด์เนมเติบโตเท่าตัว สะท้อนพฤติกรรมการบริโภคแบบ Revenge Shopping หรือการช้อปปิ้งเพื่อชดเชยความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหนักตลอดทั้งปีที่ผ่านมา
ความคึกคักดังกล่าวส่งผลบวกโดยตรงต่อตลาดหุ้นเกาหลีใต้ทันที ดัชนีหุ้นกลุ่มห้างสรรพสินค้า และธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Shinsegae, Lotte Shopping หรือ Hyundai Department Store วิ่งขึ้นอย่างรุนแรง โดยราคาหุ้นบวกขึ้นมามากกว่า 100% ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (YTD) ทำให้นักลงทุนตลาดหุ้นต่างได้รับอานิสงส์ความมั่งคั่งนี้ตามไปด้วย ผ่านส่วนต่างราคาหุ้นและปันผล กลายเป็นบรรยากาศทางเศรษฐกิจ ที่ดูเหมือนสดใส และเต็มไปด้วยการหมุนเวียนของเม็ดเงินลงทุน
แต่อีกด้านหนึ่งของเหรียญ ธนาคารกลางเกาหลีใต้ กลับมองปรากฏการณ์นี้ด้วยความกังวล และต้องออกโรงเตือนอย่างเป็นทางการว่า เม็ดเงินโบนัสก้อนโตที่ “ผิดปกติ” นี้ อาจกลายเป็นตัวจุดชนวน ทำให้เกิดสภาวะเงินเฟ้อรุนแรงและฝังรากลึก (Sticky Inflation) ยิ่งขึ้น เนื่องจากโดยปกติแล้ว เงินโบนัสตามผลประกอบการจะไม่กระทบต่อแรงกดดันด้านอุปสงค์มากนักเพราะเป็นรายได้ชั่วคราว แต่เมื่อใดก็ตามที่มูลค่าของมันสูงเกินกว่าเงินเดือนพื้นฐานหลายเท่าตัวและกระจายวงกว้าง มันจะเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายระยะยาว และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังอุปสงค์ภาพรวม
สิ่งที่ BOK วิตกมากสุดคือ “ผลกระทบส่งผ่านด้านค่าจ้าง” หรือการที่พนักงานในอุตสาหกรรมอื่น ๆ เริ่มเรียกร้องการปรับเพิ่มค่าจ้างหรือเงินชดเชย เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ และระดับการบริโภคในสังคมที่ถูกดันให้สูงขึ้นโดยกลุ่มแรงงานไอที หากสถานการณ์ลุกลามอัตราเงินเฟ้อของเกาหลีใต้ ยากที่จะปรับลดลงมาสู่กรอบเป้าหมาย 2% ประกอบกับปัจจัยภายนอกประเทศ ที่มีความเสี่ยงสูงจากราคาพลังงาน ที่ผันผวนตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ยิ่งทำให้โจทย์การดำเนินนโยบายทางการเงินของแบงก์ชาติเกาหลีใต้ มีความซับซ้อนและท้าทายทวีคูณมากขึ้น
การเติบโตอย่างสุดโต่งของอุตสาหกรรมใด อุตสาหกรรมหนึ่ง แม้นำมาซึ่งเม็ดเงินและความมั่งคั่งจำนวนมหาศาลแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและตลาดหุ้นระยะสั้น แต่การบริหารจัดการความมั่งคั่งนั้นไม่ให้ล้นทะลัก จนไปทำลายเสถียรภาพทางราคาของประเทศ ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลและธนาคารกลาง ต้องหาจุดสมดุลเพื่อไม่ให้ “ความโชคดี” ของคนกลุ่มหนึ่ง กลายมาเป็น “ต้นทุนค่าครองชีพ” สูงลิ่วที่ประชาชนคนธรรมดาทั้งประเทศต้องร่วมกันแบกรับกันในที่สุด