
‘เศรษฐกิจยุโรป’ สัญญาณเตือนภัย Stagflation.!?
กลายเป็นประเด็นร้อน “วงการเงินระดับโลก” เมื่อสกุลเงิน “ยูโร” ดิ่งลงหนักแตะระดับต่ำสุดรอบ 10 เดือน ที่ 1.1405 ดอลลาร์ต่อยูโร
กลายเป็นประเด็นร้อน “วงการเงินระดับโลก” เมื่อสกุลเงิน “ยูโร” ดิ่งลงหนักแตะระดับต่ำสุดรอบ 10 เดือน ที่ 1.1405 ดอลลาร์ต่อยูโร ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของตัวเลขบนกระดานซื้อขายสกุลเงินเท่านั้น แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญสะท้อนว่า “เครื่องจักรเศรษฐกิจของยุโรปเกิดอาการสะดุดอย่างรุนแรง” ทำให้นักลงทุนทั่วโลกพากันสลับหน้าไพ่ และปรับพอร์ตการลงทุนขนานใหญ่อีกครั้งหนึ่ง
“วิกฤตศรัทธาเงินยูโร” ครั้งนี้ ชนวนเหตุสำคัญมาจากข้อมูลดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคเอกชนของ 2 ประเทศมหาอำนาจที่เป็น “กระดูกสันหลัง” ของยูโรโซน นั่นคือ “เยอรมนี” และ “ฝรั่งเศส” รายงานตัวเลขเดือนมิถุนายนหดตัวลงต่ำกว่าคาดอย่างน่าใจหาย การหดตัวของกิจกรรมภาคเอกชนสะท้อนว่า มาตรการยาแรงของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ช่วงก่อนหน้านี้ เริ่มส่งผลกดดันย้อนกลับ (Lagging Effect) เข้าสู่ภาคการผลิตและบริการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนเกิดคำถามสำคัญตามมาว่า ยุโรปกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) แล้วใช่หรือไม่.!?
ความกังวลภาคเศรษฐกิจจริง ถูกตอกย้ำด้วยท่าที “สายพิราบ” ของ “คริสติน ลาการ์ด ประธาน ECB ที่ออกมาส่งสัญญาณดับเครื่องชน โดยระบุว่า ไม่มีความจำเป็นที่ ECB ต้องใช้นโยบายการเงินเข้มงวดมากขึ้น เพื่อตอบสนองต่อประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างอิหร่านและชาติตะวันตก ถ้อยแถลงดังกล่าวทำให้ตลาดเงินเกิดอาการช็อก เนื่องจากช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ECB มักจะสวมบท “สายเหยี่ยว” ที่พร้อมจะปรับขึ้นดอกเบี้ย เพื่อสกัดเงินเฟ้ออยู่ตลอดเวลา การเปลี่ยนโทนอย่างฉับพลันนี้ ทำให้นักลงทุนปรับลดคาดการณ์ลงทันทีว่า ECB คงจะหยุดการขึ้นดอกเบี้ยไว้เพียงเท่านี้ แม้จะเพิ่งปรับขึ้น 0.25% เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาก็ตาม
ในทางตรงกันข้ามฝั่งธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) กลับมีความแข็งกร้าวและดุดันอย่างเห็นได้ชัด โดย “เควิน วอร์ช” ประธานเฟดและ “ออสตัน กูลส์บี” ประธานเฟดสาขาชิคาโก ประสานเสียงเตือนว่า แรงกดดันด้านเงินเฟ้อปัจจุบันอาจไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว และเฟดให้น้ำหนักกับการควบคุมเงินเฟ้อเป็นภารกิจอันดับแรก ส่งผลให้นักลงทุนในตลาดหันมาเก็งกำไรว่า “เฟด” มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุม 5 ครั้งข้างหน้า
ความแตกต่างของทิศทางนโยบายการเงิน ระหว่าง 2 ฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก เป็นตัวเร่งให้เม็ดเงินทุนทั่วโลก (Fund Flow) ไหลออกจากสินทรัพย์ยูโร เพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่ดอลลาร์สหรัฐอย่างรวดเร็ว จากข้อมูลของ Depository Trust & Clearing Corporation (DTCC) ระบุว่า ปริมาณการซื้อขายออปชันคู่เงิน EUR/USD สูงสุดรอบ 3 เดือน โดยกว่า 60% ของสถานะการลงทุนเป็นการเปิดสัญญา Short Euro นั่นหมายถึง “ดอลลาร์” จะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับยูโร ถือเป็นมุมมองเชิงลบต่อเงินยูโรรุนแรงสุดรอบ 1 ไตรมาส
ผลกระทบต่อตลาดทุนโลกจากปรากฏการณ์นี้ มิติแรก คือ การแข็งค่าของดอลลาร์ ที่จะเข้ามากดดันสกุลเงินในฝั่งตลาดเกิดใหม่ (EM) รวมถึง “เงินบาท” ของไทยให้มีแนวโน้มอ่อนค่าตามไปด้วย ในมุมของตลาดหุ้นไทยกลุ่มที่จะได้รับอานิสงส์ คือ กลุ่มหุ้นส่งออก เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และอาหาร ที่รับรายได้เป็นดอลลาร์ แต่ในทางกลับกัน กลุ่มหุ้นที่มีภาระหนี้สินเป็นสกุลเงินต่างประเทศสูงหรือกลุ่มที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบ อาจต้องเผชิญกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและแรงเทขายจากต่างชาติช่วงระยะสั้น
มิติที่สอง คือ ความเสี่ยงของภาวะ Stagflation หรือเศรษฐกิจชะลอตัว แต่เงินเฟ้อสูงในยุโรป เนื่องจากเมื่อเงินยูโรอ่อนค่าลงอย่างมาก ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์ พลังงาน และน้ำมัน (ส่วนใหญ่ซื้อขายในสกุลเงินดอลลาร์) มีราคาแพงขึ้นโดยอัตโนมัติ จนกลายเป็นงูกินหางที่บีบให้ค่าครองชีพในยุโรปทรงตัวระดับสูง แม้กิจกรรมทางเศรษฐกิจซบเซาก็ตาม หากสถานการณ์นี้ลากยาว ย่อมส่งผลกระทบต่อคู่ค้าทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยในแง่ของกำลังซื้อลดลงช่วงระยะยาว
ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดหลังจากนี้ คือ รายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจของฝั่งสหรัฐฯ ว่า จะยังแข็งแกร่งพอจะรองรับการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดสายเหยี่ยวได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ ขณะเดียวกันฝั่งยุโรปเอง ต้องลุ้นว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรูปแบบอื่น ๆ จะสามารถเข้ามาช่วยพยุง ไม่ให้เยอรมนีและฝรั่งเศส เดินเข้าสู่ภาวะ Recession แบบเต็มตัวได้ทันท่วงทีหรือไม่ ตราบใดที่ภาพของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและนโยบายการเงิน 2 ซีกโลกยังไม่บรรจบกัน “ดอลลาร์” จะยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ทรงอิทธิพล และ “เงินยูโร” ต้องเผชิญกับมรสุมการเทขายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้