
‘ธนาคารฟิลิปปินส์’ ตั้งสำรองสูงสุดรอบ 18 ปี
“ธนาคารพาณิชย์ฟิลิปปินส์” เปิดโหมดตั้งรับวิกฤตเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ หลังชนวนความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางพ่นพิษกดดันราคาน้ำมัน
“ธนาคารพาณิชย์ฟิลิปปินส์” เปิดโหมดตั้งรับวิกฤตเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ หลังชนวนความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางพ่นพิษกดดันราคาน้ำมัน ดันอัตราเงินเฟ้อเร่งตัวสูง บีบให้ธนาคารกลางต้องตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ระดับสูง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการชำระหนี้ของภาคประชาชนและกลุ่มผู้มีรายได้น้อย จนสถาบันการเงินต้องเร่งกันเงินสำรองหนี้สูญพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์..
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่าธนาคารพาณิชย์ในประเทศฟิลิปปินส์ มีการกันเงินสำรองเพื่อรองรับความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ (Loan Loss Provisions) ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่มีการเริ่มบันทึกข้อมูลอย่างเป็นทางการปี 2551 สะท้อนถึงความกังวลอย่างหนักต่อภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่อ่อนแอลง ค่าครองชีพพุ่งสูง และความเสี่ยงหนี้เสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ข้อมูลเบื้องต้นจาก ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (Bangko Sentral ng Pilipinas: BSP) ระบุว่า ช่วงครึ่งแรกปี 2569 (สิ้นสุด 30 มิ.ย. 69) ธนาคารพาณิชย์ ได้ตั้งสำรองสำหรับเงินกู้และสินทรัพย์ทางการเงินรวมทั้งสิ้น 111,300 ล้านเปโซ (ประมาณ 1,810 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 32% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน
ขณะเดียวกัน เงินสำรองรองรับความสูญเสียด้านเครดิต (Credit Loss Allowances) ปรับเพิ่มขึ้น 7% แตะระดับ 541,200 ล้านเปโซ ทั้งนี้ ตัวเลขการตั้งสำรองหนี้สูญครึ่งแรกปีนี้ ยังปรับตัวสูงกว่าช่วงครึ่งแรกปี 2563 เป็นช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดอย่างหนักของไวรัสโควิด-19 ที่ภาคธนาคารเคยตั้งสำรองไว้ 106,300 ล้านเปโซ
อย่างไรก็ตาม BSP ระบุว่า การตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญดังกล่าวยัง “ไม่ได้สูงผิดปกติ” เนื่องจากเป็นการเติบโตที่สอดคล้องกับการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อรวมในระบบ โดยอัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) ยังคงทรงตัวอยู่ที่ระดับ 3.3%
ชนวนเหตุสำคัญทำให้เศรษฐกิจฟิลิปปินส์เปราะบางกว่าหลายประเทศในอาเซียน มาจากโครงสร้างการพึ่งพาพลังงานภายนอก โดยฟิลิปปินส์ ต้องนำเข้าน้ำมันจากภูมิภาคตะวันออกกลางสูงกว่า 90% ของปริมาณการใช้น้ำมันทั้งหมดในประเทศ เมื่อเกิดการปะทะกันระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ
จึงส่งผลกระทบเป็นโดมิโน 1)ราคาน้ำมันพุ่งฉุดเงินเฟ้อ: ต้นทุนการขนส่งและพลังงานสูงขึ้น ดันให้อัตราเงินเฟ้อในประเทศยังคงค้างระดับสูงเกิน 6% 2)ภาระดอกเบี้ยพุ่ง: ธนาคารกลางจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินตึงตัว ดันอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นเพื่อสยบเงินเฟ้อ เพิ่มภาระผ่อนชำระหนี้แก่ประชาชน 3)ค่าเงินเปโซอ่อนค่า: ต้นทุนการนำเข้าสินค้าแพงขึ้นซ้ำเติมและทำให้การขยายตัวของสินเชื่อชะลอตัวลง
“เศรษฐกิจฟิลิปปินส์” เจอมรสุมภายในประเทศ จากคดีทุจริตทางการเมือง ส่งผลให้ตัวเลข GDP ไตรมาส 1/2569 ขยายตัวได้เพียง 2.8% ต่ำกว่าคู่แข่งในภูมิภาคอย่าง อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ จนรัฐบาลต้องปรับลดเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้เหลือ 3.5-4.5% ขณะที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำทั้ง Fitch Ratings และ S&P Global Ratings ประกาศปรับลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือ (Outlook) ของฟิลิปปินส์ลงเรียบร้อยแล้ว
ความเคลื่อนไหวของธนาคารพาณิชย์ชั้นนำสะท้อนการปรับตัวอย่างรวดเร็ว โดย Eric Luchangco ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Bank of the Philippine Islands (BPI) ระบุว่า สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาค ช่วงไตรมาส 2/69 อ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด BPI จึงตัดสินใจเพิ่มการตั้งสำรองอย่างรัดกุมเพื่อป้องกันความเสี่ยง
ขณะที่ Michael Ricafort หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Rizal Commercial Banking Corp. (RCBC) ประเมินว่า หนี้เสียส่วนใหญ่มีแนวโน้มพุ่งเป้าไปที่ สินเชื่อรายย่อยและบัตรเครดิต โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ที่กำลังถูกกดดันจากค่าครองชีพและภาวะเสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้าง ซึ่งหากอัตราดอกเบี้ยยังคงทรงตัวในระดับสูงต่อไป มีโอกาสเห็นตัวเลข NPL ที่ค้างชำระเกิน 90 วัน เร่งตัวขึ้นอีกในระยะถัดไป
แม้ภาคธนาคารพาณิชย์ฟิลิปปินส์ ต้องแบกรับภาระการตั้งสำรองหนี้สูญสูงเป็นประวัติการณ์ แต่ผลประกอบการรวม ถือว่ามีเกราะป้องกันที่ดี โดยข้อมูลจาก BSP ระบุว่า กำไรสุทธิรวมภาคธนาคารพาณิชย์ช่วงครึ่งแรกปี 2569 เติบโตได้ 5.2% แตะระดับ 208,400 ล้านเปโซ ปัจจัยหลักมาจากรายได้ดอกเบี้ยและการขยายตัวของฐานสินทรัพย์เดิม ที่ช่วยพยุงรายได้ และช่วยให้ระบบธนาคารฟิลิปปินส์ มีความเสถียรและพร้อมรับมือกับมรสุมเศรษฐกิจโลก ที่มีความไม่แน่นอนสูงช่วงครึ่งหลังปี 2569