
เบื้องลึก TTB ซื้อหุ้นคืน
มีประเด็นธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB ในรอบล่าสุดนี้ครับ
มีประเด็นธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB ในรอบล่าสุดนี้ครับ
เพราะหลังตลาดหุ้นปิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 22 ต.ค.ที่ผ่านมา TTB ประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนรอบที่ 5 ซึ่งเป็นรอบสุดท้ายภายใต้วงเงินรวม 35,000 ล้านบาท
รอบนี้ใช้วงเงินที่เหลืออยู่ 14,000 ล้านบาท ผ่านวิธี General Offer หรือ GO
กำหนดช่วงราคารับซื้อไว้ที่ 2.49-2.63 บาทต่อหุ้น
ล่าสุดวานนี้ (26 ต.ค.) บอร์ตของ TTB เคาะราคาที่จะรับซื้อคืนคือ 2.60 บาทต่อหุ้น
TTB กำหนดเปิดรับซื้อระหว่างวันที่ 16-27 พ.ย. 69 และหากซื้อคืนได้ตามวงเงินทั้งหมด จะได้หุ้นคืนประมาณ 5,385 ล้านหุ้น คิดจากราคาหุ้นละ 2.60 บาท
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ TTB จะซื้อหุ้นคืนได้กี่หุ้น แต่คือการซื้อหุ้นคืนครั้งนี้จะช่วยผู้ถือหุ้นที่เหลืออยู่อย่างไรล่ะ
ต้องยอมรับว่าโครงการซื้อหุ้นคืนของ TTB ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะธนาคารทยอยดำเนินการมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว
วงเงินรวม 35,000 ล้านบาทถือเป็นเงินจำนวนมาก และการซื้อหุ้นคืนรอบสุดท้ายทำให้ตลาดต้องจับตาว่า ธนาคารจะจัดการเงินทุนส่วนนี้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ประเด็นแรกที่น่าสนใจคือราคาซื้อคืน 2.60 บาท ต่ำกว่าราคาปิดล่าสุดวานนี้ที่ 2.74 บาท
ส่วนมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น ณ สิ้นไตรมาส 3/69 อยู่ที่ 2.63 บาท โดยตัวเลขดังกล่าวไม่รวมหุ้นที่ซื้อคืนไปแล้ว
หมายความว่า ราคาซื้อคืนที่ประกาศออกมาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีเล็กน้อย และต่ำกว่าราคาตลาดในวันที่ใช้อ้างอิง
ตรงนี้เองที่ทำให้การเลือกวิธี General Offer มีความสำคัญ
เพราะการเสนอซื้อหุ้นคืนแบบ GO เปิดโอกาสให้ธนาคารกำหนดราคาเสนอซื้อเป็นการเฉพาะได้ ขณะที่การซื้อหุ้นคืนผ่านระบบจับคู่คำสั่งซื้อขายอัตโนมัติ หรือ AOM ต้องซื้อขายตามสภาพตลาด
หาก TTB ต้องการซื้อหุ้นคืนในราคาที่ไม่สูงกว่ามูลค่าทางบัญชี การใช้ AOM อาจทำได้ยากกว่า
โดยเฉพาะเมื่อราคาหุ้นในตลาดสูงกว่าราคาที่ธนาคารต้องการซื้อ
การจ่ายเงินซื้อหุ้นคืนแพงเกินไปนั้น ใช่ว่าจะเป็นผลดีต่อผู้ถือหุ้นที่เหลืออยู่เสมอไปครับ
เพราะหลักสำคัญของการซื้อหุ้นคืนไม่ใช่การทำให้จำนวนหุ้นลดลงอย่างเดียว แต่ต้องดูด้วยว่าธนาคารจ่ายเงินออกไปเท่าไรเมื่อเทียบกับมูลค่าที่ผู้ถือหุ้นได้รับกลับมา
ถ้าซื้อหุ้นคืนได้ในราคาที่เหมาะสม ผู้ถือหุ้นที่เหลือ มีโอกาสได้รับประโยชน์จากสัดส่วนการถือครองที่เพิ่มขึ้น
ทว่า หากซื้อคืนแพงเกินไป เงินทุนของธนาคารอาจถูกนำไปใช้ในทางที่สร้างผลตอบแทนได้ไม่คุ้มค่า
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมราคาซื้อคืน 2.60 บาทจึงเป็นตัวเลขที่ต้องพิจารณาควบคู่กับ “มูลค่าทางบัญชี” และ “ราคาหุ้นในตลาด”
อีกประเด็นที่ต้องพูดถึงคือความกังวลของนักลงทุน (รวมถึงนักวิเคราะห์) โดยเฉพาะความคาดหวังเงินปันผลพิเศษ เพราะเมื่อธนาคารเลือกนำเงินทุนส่วนที่เหลือมาใช้ซื้อหุ้นคืนแทน การประกาศรอบสุดท้ายจึงช่วยให้ผู้ถือหุ้นเห็นแนวทางการจัดสรรเงินทุนชัดเจนขึ้น
แต่การซื้อหุ้นคืนกับการจ่ายเงินปันผลเป็นคนละเรื่องกัน
เงินปันผลทำให้ผู้ถือหุ้นได้รับเงินสดโดยตรง
ส่วนการซื้อหุ้นคืนจะสร้างประโยชน์ให้ผู้ถือหุ้นที่เหลือมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับราคาที่ซื้อคืน จำนวนหุ้นที่ซื้อได้ และผลต่อฐานะทางการเงินของธนาคาร
ส่วนผู้ถือหุ้นรายใหญ่เป็นอีกประเด็นถูกเฝ้าจับตา
เพราะล่าสุดผู้บริหาร TTB ระบุในที่ประชุมนักวิเคราะห์ว่ามีผู้ถือหุ้นรายใหญ่บางรายสนใจขายหุ้น
และ กลุ่มไอเอ็นจี เป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่ต้องจับตา เนื่องจากเคยเข้าร่วมโครงการซื้อหุ้นคืนรอบที่ 4 ซึ่งใช้วิธี GO มาแล้ว
จึงมีความเป็นไปได้ที่ไอเอ็นจีจะพิจารณาเข้าร่วมโครงการรอบนี้อีกครั้ง
แต่จะขายจริงหรือไม่ และขายจำนวนเท่าไรนั้น
ยังต้องรอดูการตัดสินใจของผู้ถือหุ้นเอง
อีกประเด็นที่น่าสนใจและต้องเฝ้าติดตาม และอาจจะเป็นปัจจัยกดดันราคา (ช่วงสั้น) คือ หากไอเอ็นจีเข้าโครงการซื้อหุ้นคืนและขายหุ้นได้ประมาณ 5,385 ล้านหุ้น ทำให้คงเหลือหุ้นอีกเกือบ 5,000 ล้านหุ้น
อย่างที่รับทราบกันดีว่า ไอเอ็นจีต้องการทยอยลดสัดส่วนหุ้นใน TTB ลง
และมีความเป็นไปได้ที่ต้องการจะขายออกทั้งหมด
ดังนั้น หุ้นที่เหลืออีกเกือบ 5,000 ล้านหุ้นทั้ง TTB และไอเอ็นจี จะมีวิธีการอย่างไร เพื่อให้ไอเอ็นจีปล่อยหุ้นทั้งหมดได้โดยไม่กระทบกับราคาหุ้นในตลาด
และผู้ถือหุ้นทุกคนจะได้รับประโยชน์เพิ่ม