CGSI มอง SET แกว่งกรอบ 1,570-1,585 จุด รอผลประชุมเฟด-กนง. ชู SCGP-GLOBAL หุ้นเด่น

CGSI ประเมิน SET เคลื่อนไหวในกรอบ 1,570-1,585 จุด จับตาผลประชุม Fed, ECB, BOJ และ กนง. รวมถึงงบ Big Tech ชู SCGP รับธุรกิจอินโดนีเซียฟื้นตัวต่อเนื่อง ส่วน GLOBAL กำไรไตรมาส 3 โต 40.5% สูงกว่าคาด พร้อมวางจุดทำกำไร 30.25 บาท และ 7.20 บาท ตามลำดับ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGSI เปิดเผยบทวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุนประจำวันที่ 28 ตุลาคม 2569 โดยประเมินดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) เคลื่อนไหวในกรอบ 1,570-1,585 จุด ท่ามกลางการฟื้นตัวของบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นโลก โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ช่วยบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับแรงกดดันเงินเฟ้อ

สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 52,377.57 จุด เพิ่มขึ้น 15.99 จุด หรือ 0.03% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,722.60 จุด เพิ่มขึ้น 45.83 จุด หรือ 0.60% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,477.81 จุด เพิ่มขึ้น 308.43 จุด หรือ 1.18% โดยได้รับแรงหนุนจากการเข้าซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI หลังความเชื่อมั่นของนักลงทุนเริ่มฟื้นตัว

ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลง หลังนักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านอุปทาน จากรายงานความพยายามจัดการประชุม 4 ฝ่ายระหว่างซาอุดีอาระเบีย ตุรกี ปากีสถาน และอิหร่าน เพื่อลดความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยสัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนธันวาคม ลดลง 1.86 ดอลลาร์ หรือ 1.83% ปิดที่ 99.90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนเดียวกัน ลดลง 1.93 ดอลลาร์ หรือ 1.67% ปิดที่ 113.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ด้านราคาทองคำ สัญญาทองคำ COMEX ส่งมอบเดือนธันวาคม ปรับตัวเพิ่มขึ้น 36.20 ดอลลาร์ หรือ 0.90% ปิดที่ 4,074.60 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการชะลอตัวของราคาน้ำมัน ซึ่งช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ ขณะที่นักลงทุนยังรอติดตามทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)

สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามในระยะสั้น CGSI ระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนักกับการประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในสหรัฐฯ โดยเฉพาะ Alphabet และ Microsoft ในวันที่ 28 ตุลาคม รวมถึง Amazon ในวันที่ 29 ตุลาคม ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางการลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก

นอกจากนี้ ตลาดยังติดตามผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสำคัญ ได้แก่ Fed ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทย โดยผลการประชุมและสัญญาณทิศทางอัตราดอกเบี้ยจะมีผลต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (Fund Flow) และบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทย

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน CGSI คัดเลือกหุ้นเด่น 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP และบริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLOBAL โดยมองว่าทั้งสองบริษัทมีปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มการฟื้นตัวของผลประกอบการและความสามารถในการทำกำไร

ทั้งนี้ SCGP รายงานกำไรสุทธิ 2,026 ล้านบาท สอดคล้องกับประมาณการของฝ่ายวิจัย แม้ปรับตัวลดลง 12.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จากส่วนแบ่งกำไรของธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจร (Integrated Packaging) ที่อ่อนตัวลง อย่างไรก็ตาม CGSI ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการดำเนินงานในระยะถัดไป โดยเฉพาะธุรกิจในประเทศอินโดนีเซียที่มีทิศทางฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตของกำไร

ขณะที่ GLOBAL รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 จำนวน 551 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงกว่าประมาณการของ CGSI ถึง 34% รวมถึงสูงกว่าประมาณการเฉลี่ยของนักวิเคราะห์ที่รวบรวมโดยสำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg Consensus) ประมาณ 11% สะท้อนประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนและความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่ง

ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนผลประกอบการของ GLOBAL มาจากสัดส่วนยอดขายสินค้าภายใต้แบรนด์ของบริษัท (House Brand) ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยรักษาอัตรากำไรให้อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ขณะที่ฝ่ายวิจัยคาดการณ์ว่ายอดขายสาขาเดิม (Same Store Sales Growth: SSSG) ในไตรมาส 4/2569 จะทรงตัวถึงขยายตัวเล็กน้อย สะท้อนแนวโน้มการฟื้นตัวของกำลังซื้อและความสามารถในการทำกำไรในช่วงที่เหลือของปี

ทั้งนี้ CGSI คงคำแนะนำ Add สำหรับ SCGP โดยกำหนดระดับทำกำไร (Take Profit) ที่ 30.25 บาท และจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ที่ 28.25 บาท ส่วน GLOBAL เป็นหนึ่งในหุ้นแนะนำด้านกลยุทธ์ โดยกำหนดระดับทำกำไรที่ 7.20 บาท และจุดตัดขาดทุนที่ 6.80 บาท

Back to top button