
“ทรีนีตี้” เชียร์ซื้อ MTC เคาะเป้า 43 บาท ชี้กำไร Q3 โต 14% เฉียด 2 พันล้าน
บล.ทรีนีตี้ (TRINITY) แนะนำซื้อ MTC ราคาเป้า 43 บาท มองกำไรไตรมาส 3 โตแกร่งแตะ 1,961 ล้านบาท รับอานิสงส์พอร์ตสินเชื่อและส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิขยายตัว ควบคู่การคุมต้นทุนได้ดี พร้อมคาดทั้งปีโต 12% จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐที่ช่วยหนุนกำลังซื้อกลุ่มฐานราก
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด หรือ TRINITY ระบุว่า แนะนำ “ซื้อ” หุ้น บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC โดยประเมินราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 43.00 บาท ซึ่งยังมีอัปไซด์จากราคาปัจจุบันถึง 50% ทั้งนี้ คาดการณ์ว่ากำไรสุทธิในไตรมาส 3 ปี 2569 จะอยู่ที่ 1,961 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 3.0% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เติบโตตามการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อและส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับพอร์ตสินเชื่อสุทธิในไตรมาส 3 คาดว่าจะอยู่ที่ 1.94 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 3.0% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ปัจจัยขับเคลื่อนมาจากการขยายสาขาแตะ 8,964 แห่ง และการปล่อยสินเชื่อที่มีหลักประกัน โดยเฉพาะสินเชื่อทะเบียนรถจักรยานยนต์และรถยนต์ ด้าน NIM คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 13.80% เพิ่มขึ้น 0.07% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลจากต้นทุนทางการเงินที่ลดลงตามการบริหารโครงสร้างเงินทุนที่ดีขึ้น ขณะที่อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost-to-income ratio) อยู่ที่ 47.02% ลดลง 0.04% สะท้อนถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ทำได้ดี ส่งผลให้รายได้รวมเติบโตเร็วกว่าค่าใช้จ่าย
ด้านคุณภาพสินทรัพย์ คาดว่าหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) จะอยู่ที่ 2.63% เพิ่มขึ้น 0.02% จากระดับ 2.61% ในไตรมาสก่อนหน้า แต่ยังคงอยู่ภายใต้เป้าหมายของบริษัทที่จะควบคุมไม่ให้เกิน 3.2% ส่วนต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit Cost) คาดว่าจะอยู่ที่ 2.42% เพิ่มขึ้น 0.05% เพื่อสะท้อนแนวโน้ม NPL ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ด้านอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Coverage ratio) ทรงตัวอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 143%
ส่วนภาพรวมปี 2569 คาดว่ากำไรสุทธิจะเติบโตราว 12.73% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ภายใต้สมมติฐานพอร์ตสินเชื่อขยายตัว 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยประเมินว่าจะได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มีส่วนช่วยเพิ่มความสามารถในการใช้จ่ายของประชาชนกลุ่มฐานรากมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงที่ต้องติดตาม ได้แก่ สภาพเศรษฐกิจที่อาจชะลอตัว ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนด้านการค้าโลก ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย และราคาพลังงานที่ทรงตัวในระดับสูง

