โสภณพนิชรุ่น 3…หนีทัพแฉทุกวัน ทันเกมหุ้น

การอำลาเวทีจากฐานะนักการเงินของนายโชน โสภณพนิช จากทุกตำแหน่ง มีความหมายแตกต่างจากการอำลาเวทีก่อนหน้านี้เพียงแค่ 2 เดือนของนายชัย โสภณพนิช ผู้เป็นลุงอย่างมาก


การอำลาเวทีจากฐานะนักการเงินของนายโชน โสภณพนิช จากทุกตำแหน่ง มีความหมายแตกต่างจากการอำลาเวทีก่อนหน้านี้เพียงแค่ 2 เดือนของนายชัย โสภณพนิช ผู้เป็นลุงอย่างมาก

นายโชน โสภณพนิช แจ้งลาออกจากตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการใหญ่ กรรมการบริษัท กรรมการบริหาร และกรรมการลงทุนของบริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือBLA ที่นั่งมาเป็นเวลานานประมาณ 4 ปีเศษ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2559 เป็นต้นไป

การลาออกของหนึ่งในผู้บริหารที่เป็นโสภณพนิชรุ่นที่ 3 นี้ แม้จะไม่ได้แจ้งสาเหตุเอาไว้ แต่การลาออกหลังจากที่ประกาศงบการเงินไตรมาสแรกปีนี้ผ่านไปไม่นาน โดยมีตัวเลขขาดทุนสุทธิเป็นสถิติสูงสุดจำนวนมหาศาล 6,888.24 ล้านบาท ทำให้สัดส่วนทางการเงินขี้ริ้วผิดจากแต่ก่อนมาก โดยมีค่าดี/อี ล่าสุดที่ 10 เท่า อัตรากำไรสุทธิติดลบมากถึง 43%

ตัวเลขที่ขี้เหร่อย่างมากนี้ มีคำอธิบายว่า มาจากการตั้งสำรองสำหรับการรับเบี้ยประกันใหม่ที่พุ่งมากขึ้นถึง 9% หรือ 17,849 ล้านบาทภายในไตรมาสเดียว จากระดับ 207,308 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2558 เป็น 225,157 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาสที่ 1 ปี 2559

การตั้งสำรองสูงลิ่วดังกล่าวเป็นผลจากการขายกรมธรรม์ระยะสั้นมากเกินขนาด ทำให้มีปัญหาการบันทึกทางบัญชีที่ต้องปรากฏตัวเลขขาดทุนสูงลิ่วตามมา เป็นการขาดทุนทางบัญชี แต่ข้อเท็จจริงเป็นกำไรที่เพิ่มขึ้นในอนาคตเพื่อบันทึกกลับ

คำอธิบายเช่นนี้ ไม่มีความหมายต่อนักลงทุน ที่มองเห็นแต่กำไรที่ติดลบดำดิ่งลึกลงเรื่อยๆ…ต่อให้มีคำอธิบายแค่ไหนก็ยากจะทำให้ราคาพลิกกลับจากขาลงยาวนานเป็นขาขึ้นได้ ราคาหุ้นล่าสุดปิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ต่ำกว่า 40 บาท จึงไม่ใช่การร่วงเกินจริง เพราะขนาดร่วงมาอย่างนี้ราคาต่อบุ๊คแวลูยังอยู่ที่ระดับ 2.76 เท่าเลย

แถมมีแนวโน้มที่จะเกิดอาการ “ที่ว่าต่ำแล้ว ยังมีต่ำกว่า” ต่อไปในอนาคตอีกด้วย

จากหุ้นพิมพ์นิยมกลุ่มธุรกิจประกันชีวิตเพราะมีสภาพคล่องสูงพอสมควร กลายเป็นหุ้นที่ถูกเมินอย่างเลี่ยงไม่พ้น

ที่เป็นเช่นนี้ มาจากยุทธศาสตร์ที่ผิดเพี้ยนของบริษัทที่ผูกตัวเองเข้ากับธุรกิจหลักของกลุ่มโสภณพนิช คือธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือBBL  ด้วยการเอากรมธรรม์ประกันชีวิตของ BLA เข้าไปขายตามสาขาธนาคาร ภายใต้กลยุทธ์ bancassurance ซึ่งในทางทฤษฎีแล้ว จะวิน-วิน คือธนาคารจะมีรายได้ค่าธรรมเนียมมากขึ้น และบริษัทประกันชีวิตจะมีตัวเลขบันทึกขายกรมธรรม์สูงขึ้น

ข้อเท็จจริงของผลลัพธ์ตรงกันข้าม เพราะกรณีขายกรมธรรม์ของ BLA นั้น ทำให้ BBL บันทึกรายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นจริง แต่ BLA กลับบันทึกตั้งสำรองมากขึ้น ผลลัพธ์จึงเป็นกำไรติดลบมาหลายปีต่อเนื่อง และขาดทุนมากขึ้น

BLA ติดกับดักของกลยุทธ์ bancassurance ชนิดถอนตัวไม่ขึ้นเพราะเหตุ…กรมธรรม์ที่ขายผ่านช่องทางใหญ่โตมหึมาของ BBL มีการออกแบบให้ขายระยะสั้นมากกว่าระยะยาว ซึ่งถูกเงื่อนไขบังคับให้ตั้งสำรองมากขึ้นตามเงื่อนเวลาชำระเงินค่าเบี้ยประกันในกรมธรรม์…ยิ่งขายดี ยิ่งตั้งสำรองทวีคูณ กดดันกำไรถดถอยต่อเนื่อง

วิธีแก้มีทางเดียว…ง่าย แต่ทำยาก…นั่นคือ เปลี่ยนมาขายกรมธรรม์ระยะยาวมากขึ้น…ซึ่งไม่ได้ทำ หรือ ทำไม่ได้ หรือ ไม่อยากทำ

การลาจากตำแหน่งบริหารทุกอย่างใน BLA ของนายโชน ดาวรุ่งพุ่งแรงที่กำลัง “โชติช่วงชัชวาล” แห่งวงการเงิน…จึงเป็นเสมือนดาวเทียมที่ร่วงหล่นจากฟากฟ้ากะทันหัน ที่ต้องการคำอธิบายที่สมเหตุสมผลมากเป็นพิเศษ

ลำพังคำอธิบายของแหล่งข่าววงในว่า นายโชนต้องการออกไปดูแลลูกที่ย้ายไปเรียนหนังสือในสหรัฐอเมริกาอย่างเต็มที่…ไม่เพียงพอและยิ่งทำให้เกิดคำถามมากขึ้นว่า มีเรื่องราวเบื้องลึกมากกว่านี้หรือไม่

แม่ทัพที่ทิ้งหรือหนีทัพกะทันหันในยามยากลำบาก หากไม่มีเหตุผลที่ดีมาให้คำตอบ ย่อมเผชิญกับมุมมองเชิงลบจากคนรอบข้าง…และผู้ถือหุ้น หรือนักลงทุน…ได้ง่ายมาก เป็นตราบาปไปอีกนาน

บางคำถาม…เลยเถิดไปถึงขึ้นว่าเชื่อมโยงกับการลาจากเวทีกะทันหันของนายชัย โสภณพนิช ซึ่งเป็นลุง และเป็นโสภณพนิชรุ่นสอง เมื่อ 2 เดือนก่อนมากน้อยเพียงใด

เดือนมีนาคม นายชัย ถูก ก.ล.ต. ออกคำสั่งที่ทำลายชื่อเสียงที่สร้างมายาวนานยับเยิน โดย ก.ล.ต.ระบุว่า นายชัย ซึ่งเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือBKI ถูกข้อหา “กระซิบ” ข้อมูลเรื่องการจ่ายหุ้นปันผลพิเศษในสัดส่วน 5 หุ้นเดิมต่อ 2 หุ้นปันผล ให้คนอื่น (-เชื่อว่าเป็นญาติใกล้ชิด แม้จะไม่ระบุชื่อเสียงเรียงนาม-) รับทราบ ทำให้คนผู้นั้นแอบเข้าซื้อหุ้น BKI ก่อนที่ข้อมูลดังกล่าวจะถูกเปิดเผยต่อบุคคลทั่วไปในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557

การกระทำดังกล่าวถือเป็นข้อหา อินไซเดอร์เทรดดิ้ง ตามมาตรา 241 จึงถูกห้ามเป็นกรรมการ บริษัท กรุงเทพประกันชีวิตจำกัด (มหาชน) หรือ BLA ซึ่งมีใบอนุญาตนายหน้าค้าหรือจำหน่ายกองทุนรวม นาน 3 ปี นับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2559  และปรับเป็นเงิน 5 แสนบาท (แต่ไม่ถูกห้ามเป็นกรรมการ BKI) แม้จะระบุว่า ผลประโยชน์ที่นายชัยได้รับนั้นมีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าเปรียบเทียบปรับขั้นต่ำ 5 แสนบาท

หลังจากนั้น นายชัยได้ลาออกจากทุกตำแหน่งในบริษัท BKI ด้วย…เป็นโสภณพนิชรุ่นที่สองคนรองสุดท้ายในวงการเงินของไทยที่อำลาจากเวทีไปอย่างบอบช้ำ และยากจะกลับมาได้อีก

การลาออกของนายโชน ยังไม่สามารถระบุว่าโยงใยกับกรณีของนายชัย แต่ถือได้ว่านี่คือ โสภณพนิชรุ่นที่สามที่อำลาเวทีก่อนกำหนดชนิดไม่สวยงามนัก ทั้งที่ว่าไปแล้ว จากประวัติการเรียนและการทำงาน มีการเตรียมความพร้อมและประสบการณ์มาอย่างดีและยาวนาน

โชน เป็นลูกชายของนายเชิดชู โสภณพนิช รุ่นที่สองคนสุดท้าย ที่เคยบริหาร บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์กรุงเทพธนาทร จำกัด (มหาชน) หรือ BFIT ยุคแรก เรียนจบปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จากอังกฤษ และปริญญาโทเศรษฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากสหรัฐ แล้วเข้าฝึกหัดทำงานในฐานะนักการเงินตามรอยบรรพบุรุษในครอบครัว ที่มอร์แกน สแตนเล่ย์ในนิวยอร์ก ก่อนกลับมาทำงานในเมืองไทยกับ BBL และเรียนรู้เพิ่มเติมกับงานในบริษัทส่วนตัวของโสภณพนิชคือ บริษัท กรีนสปอต จำกัด ด้วย

เมื่อบ่มเพาะจนสุกงอมได้ที่ โชนก็ย้ายมารับภาระที่ BLA ที่เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปี 2552 ก่อนขึ้นแท่นสวมตำแหน่งแม่ทัพใหญ่เต็มตัวในปี 2554 ซึ่งเป็นช่วงที่ธุรกิจและความสามารถทำกำไรยังเป็นขาขึ้นต่อเนื่อง

นายชัย โสภณพนิช ผู้เป็นลุงถูกข้อหาร้ายแรงทางด้านชื่อเสียงและภาพลักษณ์ แต่หลานชายอย่างนายโชน กลายเป็นแม่ทัพหนีทหาร ในยามที่กำไรสุทธิของ BLA เข้าสู่มุมอับ…ซะงั้น

ใครจะคิดว่าโสภณพนิช ที่เคยยิ่งใหญ่ในธุรกิจการเงินในอดีตมาเกือบ 3 ชั่วคน มาถึงวันนี้ได้…อย่างไรกัน

คนที่อยู่ข้างหลัง ควรเศร้าเสียใจ…หรือ ดีใจ

คิดเอาเองจ้า

Back to top button