ดาวโจนส์ปิดรูด 131 จุด หลังราคาน้ำมันร่วง

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (23 ก.ย.) หลังจากราคาน้ำมันดิ่งลงอย่างหนัก ประกอบนักลงทุนขายทำกำไร หลังจากที่ตลาดปรับตัวขึ้นติดต่อกันมา 3 วัน ขานรับการตรึงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในการประชุมครั้งล่าสุด

สำนักข่าวอินโฟเควสท์รายงานว่า ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปรับตัวลง 131.01 จุด หรือ 0.71% ปิด (23 ก.ย.) ที่ 18,261.45 จุด, ดัชนี S&P 500 ลดลง 12.49 จุด หรือ 0.57% ปิดที่ 2,164.69 และดัชนี Nasdaq ลดลง 33.77 จุด หรือ 0.63% ปิดที่ 5,305.75 สำหรับตลอดสัปดาห์ ดัชนีดาวโจนส์, S&P 500 และ Nasdaq ปรับตัวขึ้น 1.0%, 1.7% และ 3.5% ตามลำดับ

ตลาดหุ้นนิวยอร์กกลับมาเคลื่อนไหวแดนลบในวันศุกร์ เนื่องจากนักลงทุนระมัดระวังการซื้อขาย หลังจากที่ตลาดปรับตัวขึ้นคึกคักในช่วง 3 วันที่ผ่านมา ภายหลังคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นอยู่ในช่วง 0.25-0.50% ตามที่ตลาดการเงินคาดการณ์ไว้

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่ร่วงลงยังได้กดดันการซื้อขายในตลาดหุ้นเช่นกัน โดยราคาน้ำมันทั้ง WTI และเบรนท์ดิ่งลงกว่า 3% ในวันศุกร์ หลังซาอุดิอาระเบียไม่คาดว่าจะมีการบรรลุข้อตกลงในการประชุมของกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันในสัปดาห์หน้า เจ้าหน้าที่รายหนึ่งของซาอุดิอาระเบียกล่าวในวันศุกร์ว่า เขาไม่คาดว่าการประชุมของกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันในสัปดาห์หน้าจะบรรลุข้อตกลงใดๆ

ทั้งนี้ กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และรัสเซีย จะประชุมกันในวันที่ 26-28 ก.ย.นี้ นอกรอบการประชุมพลังงานระหว่างประเทศ (IEF) ที่แอลจีเรีย โดยที่ประชุมจะหารือการรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมัน ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่า ซาอุดิอาระเบียได้เสนอที่จะปรับลดกำลังการผลิตน้ำมัน หากอิหร่านยินยอมที่จะตรึงกำลังการผลิตในปีนี้

ขณะเดียวกัน บริษัทเบเกอร์ ฮิวจ์ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการข้อมูลเกี่ยวกับอุตสาหกรรมน้ำมันสหรัฐ รายงานว่า จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันที่เปิดใช้งานในสหรัฐมีจำนวนเพิ่มขึ้น 2 แท่นในสัปดาห์ที่แล้ว สู่ระดับ 418 แท่น ซึ่งจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันที่เพิ่มขึ้นนี้ก็เป็นปัจจัยฉุดราคาน้ำมันเช่นกัน

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผยในวันศุกร์ มาร์กิตเปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเบื้องต้นเดือนก.ย. ของสหรัฐ ลดลงแตะ 51.4 จาก 52.0 ในเดือนส.ค. ซึ่งผิดไปจากที่ตลาดคาดการณ์ไว้ บ่งชี้ว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวลงในเดือนนี้

ด้านนายเอริค โรเซนเกรน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาบอสตัน กล่าวในวันศุกร์ว่า เขาเชื่อว่าควรมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปในขณะนี้ นอกจากนี้ เขายังเตือนว่า การที่อัตราว่างงานลดลงต่ำกว่าระดับที่ยั่งยืน จะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐ

ทั้งนี้ นายโรเซนเกรนเป็นกรรมการคนหนึ่งใน 3 คนของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟดที่ได้ลงมติคัดค้านการตรึงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์นี้ โดยเห็นว่าควรมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย นายโรเซนเกรนยังกล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐสามารถรับมือกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากสามารถปรับตัวอย่างยืดหยุ่น ขณะที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่างประเทศ เช่น การชะลอตัวของจีน และการที่อังกฤษลงประชามติแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป

หุ้นทวิตเตอร์ทะยาน 22% หลังจากที่มีข่าวว่า หลายบริษัทแสดงความสนใจที่จะเข้าซื้อกิจการทวิตเตอร์ โดยแหล่งข่าวเปิดเผยว่า ทวิตเตอร์กำลังอยู่ในระหว่างการเจรจากับบริษัทกูเกิล และ Salesforce.com รวมทั้งบริษัทอีกหลายแห่ง

หุ้น Salesforce.com ร่วงลง 5.6% ด้านหุ้นอัลฟสเบท อิงค์ บริษัทแม่ของกูเกิล ลบ 0.1% ด้านหุ้นยาฮู อิงค์ ร่วง 3.1% หลังจากบริษัทเผยว่า ข้อมูลของบัญชีผู้ใช้ยาฮู อาทิ ชื่อ อีเมลแอดเดรส เบอร์โทรศัพท์ วันเกิด และรหัสผ่านผู้ใช้ที่ผ่านการเข้ารหัสด้วยฟังก์ชั่นแฮช รวมทั้งสิ้น 500 ล้านบัญชีเป็นอย่างน้อย ถูกล้วงข้อมูลจากเครื่องข่ายบริษัทในช่วงปลายปี 2557

หุ้นเฟซบุ๊ก อิงค์ ร่วง 1.6% หลังจากมีรายงานว่า บรรดาผู้ซื้อโฆษณารายใหญ่ไม่พอใจกับการที่เฟซบุ๊กเปิดเผยตัวเลขยอดชมวิดีโอโฆษณาเกินจริง ขณะที่หุ้นแอปเปิ้ล อิงค์ ลดลง 1.6% จากข่าวที่ว่าหน่วยงานต่อต้านการผูกขาดของญี่ปุ่นกำลังพิจารณาที่จะดำเนินการกับบริษัท