
“ดาวโจนส์” ปิดบวก 115 จุด พ่วง S&P500–Nasdaq นิวไฮต่อ คลายกังวลตะวันออกกลาง
ดัชนีดาวโจนส์ ปิดบวก 115 จุด ขณะที่ S&P 500 และ Nasdaq นิวไฮต่อเนื่องวันที่สอง ท่ามกลางแรงซื้อหุ้นเทคโนโลยี–พลังงาน และความหวังคลายตึงเครียดตะวันออกกลาง นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการซื้อขายเมื่อคืนวันพฤหัสบดี (16 เม.ย.69) โดยดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวขึ้นจากวันก่อน พลิกปิดบวก ขณะที่ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ปิดทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่องเป็นวันที่สอง ท่ามกลางแรงซื้อในหุ้นกลุ่มพลังงาน สินค้าฟุ่มเฟือย และเทคโนโลยี
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 48,578.72 จุด เพิ่มขึ้น 115.00 จุด หรือ +0.24% ขณะที่ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 7,041.28 จุด เพิ่มขึ้น 18.33 จุด หรือ +0.26% และดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 24,102.70 จุด เพิ่มขึ้น 86.69 จุด หรือ +0.36% โดยทั้ง S&P 500 และ Nasdaq ปิดทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่องเป็นวันที่สอง
ขณะเดียวกัน บรรยากาศการลงทุนได้รับแรงหนุนจากมุมมองเชิงบวกของนักลงทุนที่ประเมินว่า ความตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจผ่านจุดเลวร้ายที่สุดไปแล้ว หลังมีสัญญาณการหยุดยิงชั่วคราวระหว่างอิสราเอลและเลบานอนเป็นเวลา 10 วัน ขณะที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่า อิหร่านตกลงที่จะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ พร้อมทั้งชี้ว่า สหรัฐและอิหร่านอาจกลับมาเจรจาในช่วงสุดสัปดาห์นี้
ด้านหุ้นรายตัว หุ้น Netflix (NFLX) ปรับตัวลดลงมากกว่า 9% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ (after hours) หลังรายงานผลประกอบการ แม้ว่ารายได้ไตรมาสแรกอยู่ที่ 12.3 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าคาดการณ์ และกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 1.23 ดอลลาร์ สูงกว่าคาด แต่คาดการณ์กำไรไตรมาสปัจจุบันอยู่ที่ 0.78 ดอลลาร์ ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 0.84 ดอลลาร์ อีกทั้งบริษัทยังประกาศว่า Reed Hastings ผู้ก่อตั้ง จะก้าวลงจากตำแหน่งในคณะกรรมการบริษัท หลังดำรงตำแหน่งมาเป็นเวลา 29 ปี
ด้านข้อมูลเศรษฐกิจ กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ รายงานจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลงสู่ระดับ 207,000 ราย ในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 11 เมษายน 2569 ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนมีนาคม หดตัว 0.5% สวนทางกับที่ตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.1%
นอกจากนี้ นักลงทุนยังประเมินผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน โดย Taiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSM) และ PepsiCo (PEP) รายงานกำไรและรายได้สูงกว่าตลาดคาด ขณะที่ Charles Schwab (SCHW) มีกำไรดีกว่าคาด แต่รายได้ต่ำกว่าประมาณการ
