SPECIAL REPORT – บล.ฟินันเซีย ไซรัส

ประเมินเป้า SET Index ปี 2018 ที่ 1,900 จุดผลักดันด้วยหุ้น big cap เป็นลำดับแรก
– เราประเมินเป้าหมาย SET Index ปี 2018 ที่ 1,900 จุด บนสมมติฐาน EPS growth 9.5% (112 บาท/หุ้น) และ PE 17 เท่า (+1.5SD) เราคิดว่า PE ที่เหมาะสมของตลาดหุ้นไทยควรยกระดับจากค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 14-15 เท่า ตามแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่กำลังจะหลุดพ้นการเติบโตในระดับ 3-4% ต่อปีไปสู่การเติบโตที่เร่งตัวมากขึ้นในหลายปีข้างหน้า อันที่จริง PE ของตลาดหุ้นไทยเคยเทรดถึง 20-25 เท่าในช่วงที่ Fund flow ไหลเข้าหนาแน่นในปี 2009-10 ก่อนจะขายหนักในปี 2013-15 ที่มีปัญหาการเมือง เราเชื่อว่าปีหน้าจะเป็นอีกปีที่ Fund flow ไหลเข้าหนาแน่น หุ้นขนาดใหญ่จะให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้นขนาดเล็กและหุ้นปันผล เศรษฐกิจเร่งตัวขึ้น เงินเฟ้อเริ่มขยับขึ้นแต่การขึ้นอัตราดอกเบี้ยไม่เร็วนัก ค่าเงินบาทมีทิศทางแข็งค่า สวนทางกับเงินดอลลาร์ที่คาดว่าจะมีทิศทางอ่อนค่าซึ่งเป็นบวกต่อราคาสินทรัพย์เสี่ยง
– SET Index ปัจจุบันไม่ใช่เพียง laggard ที่สุดในภูมิภาคในปีนี้ (+7.6% YTD vs ตลาดหุ้นภูมิภาค +15% YTD) แต่ยัง laggard ตลาดหุ้นภูมิภาคนับตั้งแต่รัฐบาลปัจจุบันเข้าปกครองประเทศเมื่อกลางปี 2014 (+17% vs ตลาดหุ้นภูมิภาค +24%) การขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาติในปี 2013-15 เป็นเม็ดเงินรวม 3.86 แสนล้านบาท แต่ซื้อกลับตั้งแต่ปี 2016 ถึงปัจจุบันเพียง 24% ของที่ขายไป หรือ 9.2 หมื่นล้านบาท ในขณะที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจมีทิศทางที่ดีขึ้นเป็นลำดับจาก 0.9% ในปี 2014 เป็น 2.9%, 3.2% ในปี 2015-16 และ 3.5% ใน 1H17
– เราคาดการณ์ GDP 3.6% ในปี 2017 และ 3.8% ปี 2018 คาดอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ 0.6% ปีนี้จะเร่งตัวขึ้นเป็น 1.6% ในปีหน้า แต่อัตราดอกเบี้ยนโยบายในประเทศอาจขยับขึ้นอย่างเร็วคือ 2Q18 ค่าเงินบาทแม้ยังอยู่ในทิศทางแข็งค่าแต่อาจไม่แข็งค่าเร็วเหมือนปีนี้เพราะดุลการค้าที่เป็นบวกน้อยลง (นำเข้าเร่งตัวขึ้น) เครื่องยนต์แทบทุกส่วนจะทำงานได้ดีขึ้นในปีหน้า การลงทุนภาคเอกชนจะเริ่มมีบทบาทมากขึ้นตั้งแต่ปี 2018 จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน (ดำเนินการก่อสร้างคือรถไฟฟ้าสีชมพู สีเหลือง ส้มตะวันออก ส่วนที่จะประมูลในปีหน้าน่าจะเป็นรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก สีม่วงใต้ สีน้ำเงินส่วนต่อขยาย สีเขียวส่วนต่อขยาย รถไฟฟ้ารางคู่ 8 เส้นทาง และแอร์พอร์ตลิ้งค์) การก่อสร้างที่อยู่อาศัย รวมถึงการลงทุนใน EEC ส่วนการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนที่โตกระจุกในภาคที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของส่งออกและราคาสินค้าเกษตรในปีนี้จะโตกระจายทั่วถึงมากขึ้น สำหรับการท่องเที่ยวและส่งออกจะได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกต่อเนื่อง
– กลุ่มที่กำไรคาดว่าจะเติบโตโดดเด่นในปี 2018 คือกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (+28%) สื่อสาร (+22%) โรงไฟฟ้า (+19%) เกษตรและอาหาร (+18%) และค้าปลีก (+17%) สำหรับกลุ่มธนาคารที่เราคาดกำไรเติบโต 8% แต่เป็นอัตราที่สูงที่สุดในรอบ 5 ปี กลุ่มธนาคารจึงเป็นหนึ่งในกลุ่มที่เราชอบในปีหน้า หุ้นขนาดใหญ่ที่แนะนำได้แก่ ADVANC, CPALL, KBANK, PTT, SCC ส่วนหุ้นขนาดกลาง-เล็กแนะนำ AP, BEM, CPN, EA, MTLS, IRPC, TACC
– การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2018 ตามโรดแมปที่คสช.วางไว้ยังมีโอกาสเป็นไปได้ ความล่าช้าของกฎหมายลูกอีกหลายฉบับอาจทำให้เลื่อนเป็นปลายปีจากที่กกต.ตั้งเป้า ส.ค.-ก.ย. อย่างไรก็ตาม ความล่าช้าของการเลือกตั้งมีน้ำหนักน้อยกว่าความมีเสถียรภาพของการเมือง และเม็ดเงินมักสะพัดในช่วงก่อนการเลือกตั้ง
– ความเสี่ยงที่น่าจับตาเช่นความไม่แน่นอนของนโยบายของทรัมป์ท่ามกลางคะแนนนิยมที่ตกลงเรื่อยๆ การดำเนินนโยบายการเงินที่ตึงเกินไปของธนาคารกลางหลักของโลก และความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี แต่เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ก็ยังมองกว่าตลาดหุ้นไทยเป็นแหล่งพักเงินชั้นดีของนักลงทุนต่างชาติ