
เจาะ 2 โรงพยาบาล ‘BH-BDMS’ CO-payment ไม่สะเทือน-ต่างชาติหนุน
เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 ซึ่งตลาดหุ้นไทยเปิดทำการซื้อขายเป็นวันแรกของสัปดาห์ ได้เกิดการแพนิกเทขายหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล
เส้นทางนักลงทุน
เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 ซึ่งตลาดหุ้นไทยเปิดทำการซื้อขายเป็นวันแรกของสัปดาห์ ได้เกิดการแพนิกเทขายหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล นำโดยบริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH และบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS เพราะนักลงทุนวิตกกังวลผลกระทบจากกรณีที่ผู้ซื้อประกันสุขภาพจะต้องร่วมออกค่าใช้จ่ายกับบริษัทประกัน หรือที่เรียกว่า CO-payment
ปฏิกิริยาของตลาดเกิดขึ้นรุนแรง แต่ในความเป็นจริงผลกระทบดังกล่าวอาจเป็นเพียงผลกระทบในระยะสั้น ขณะที่ในระยะกลาง-ยาวน่าจะมีผลกระทบจำกัด เนื่องจาก CO-payment จะมีผลเฉพาะกับกรมธรรม์ใหม่ ส่วนกรมธรรม์เดิมจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
สำหรับประเทศไทย CO-payment มีการพูดถึงและเริ่มใช้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 แล้ว ดังนั้นจึงมีการปรับพฤติกรรมผู้ป่วยและการใช้บริการไปแล้ว โดยมีตัวเลขสะท้อนว่าแม้จะมีการบังคับใช้ CO-payment แต่การเติบโตของเบี้ยประกันสุขภาพใหม่ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ยังแข็งแกร่ง
นอกจากนี้ ยังมีมุมมองว่าหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลยังคงเป็นกลุ่มที่น่าสนใจในปี 2569 เนื่องจากการกลับมาของผู้ป่วยต่างชาติ โดยเฉพาะจากตะวันออกกลางเข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อรายได้และกำไรสุทธิ แต่กลุ่ม CLMV จะฟื้นตัวช้า ขณะที่กลุ่มผู้ป่วยชาวไทยถูกกดดันจากภาวะเศรษฐกิจไทยชะลอตัว
ในระยะยาวอุตสาหกรรมโรงพยาบาลจะเดินหน้าสู่การรักษาที่เข้มข้นและมีโรคที่ซับซ้อนมากขึ้น ดังนั้นผู้ป่วยจะยังคงพิจารณาคุณภาพการรักษาสำหรับโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่
ขณะที่ 2 โรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ที่อยู่ในโฟกัสของนักวิเคราะห์ ทั้ง BH และ BDMS โดยในงวดไตรมาส 3 ปี 2568 สามารถเติบโตได้ดีทั้งจากงวดปีก่อนและไตรมาสก่อน
- แนวโน้มไตรมาส 4/68
ทั้ง 2 โรงพยาบาลใหญ่ยังคงถูกมองว่าแนวโน้มไตรมาส 4 ปี 2568 นี้ยังดีต่อเนื่อง รับแรงหนุนจากรายได้ของผู้ป่วยในประเทศที่เติบโตดีผลจากฤดูฝนปีนี้มาช้ากว่าปกติ
โดยบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ชี้ว่า โมเมนตัมกําไรไตรมาส 4 ปี 2568 จะปรับตัวดีขึ้นจากงวดปีก่อนตามแนวโน้มรายได้ฟื้นตัว โดยเฉพาะจากกลุ่มผู้ป่วยตะวันออกกลาง และชาวอเมริกันที่ยังเข้าใช้บริการต่อเนื่อง รวมถึงผู้ป่วยไทยที่ได้แรงหนุนจากการเร่งตัวขึ้นของโรคติดเชื้อในเด็ก เช่น RSV, ไข้หวัดใหญ่ เนื่องจากปีนี้ฝนมาช้ากว่าปกติ ชดเชยรายได้ผู้ป่วยกัมพูชาและจีนที่ยังชะลอตัว
นอกจากนี้ BH ลงทุนด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ ช่วยลดต้นทุน เช่น IntelliCare Plus AI สําหรับลดงานเอกสารของแพทย์และพยาบาล, ระบบ E-Signature และ E-Consent ในกระบวนการรักษารวมถึงโครงการ CSR ที่ช่วยสร้างผลประโยชน์ด้านภาษี
ก่อนหน้านี้ผู้บริหาร BH ประเมินกรอบรายได้โรงพยาบาลไตรมาส 4 ปี 2568 เชิงบวก รายได้จะเติบโต 2-4% จากไตรมาสก่อนหน้า หนุนจากผู้ป่วยตะวันออกกลางและชาวต่างชาติ พร้อมตั้งเป้าปรับขึ้นค่าบริการ 3-5% ในปี 2569 เพื่อรับเงินเฟ้อ
ยืนยันด้วยมุมมองของบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ ที่คาดว่า BH มีรายได้ 67% จากผู้ป่วยต่างชาติ จึงไม่ได้รับผลกระทบจากการ CO-payment ส่วน BDMS แม้จะมีรายได้ประมาณ 1 ใน 3 จากประกันภัยในประเทศ แต่ผลกระทบจะจำกัด เพราะโรงพยาบาลหลัก 3 แห่งของ BDMS เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย AIA Smart Network และมีรายได้จากผู้ป่วยซับซ้อนสูงมากกว่า 1 ใน 3 ของรายได้กลุ่ม
ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้บริหาร BDMS มองแนวโน้มไตรมาส 4 ปี 2568 จะดีที่สุดของปี หนุนจากการกลับมาของนักท่องเที่ยวและสถานการณ์โรคระบาดที่เพิ่มขึ้นช่วงปลายปีจะส่งผลดีต่อโรงพยาบาลในจังหวัดท่องเที่ยว แต่มีปัจจัยกดดันคือการฟื้นตัวของรายได้จากกัมพูชาที่ชะลอตัว
ถือว่า BH และ BDMS ยังได้รับเสียงเชียร์จากนักวิเคราะห์ และยกให้เป็นหุ้นเด่นที่สมควรเลือกเข้าพอร์ตลงทุน

