
“ศุภจี” ถกทูตญี่ปุ่น ดันปรับ JTEPA รับทิศทางการค้า–ลงทุนอนาคต
รมว.พาณิชย์ หารือเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น เสนอเร่งทบทวนความตกลง JTEPA ให้ทันสมัย สอดรับทิศทางเศรษฐกิจโลก พร้อมผลักดันความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หารือกับ นายโอตากะ มาซาโตะ (Mr. Otaka Masato) เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางกระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างไทยกับญี่ปุ่น

นางศุภจี กล่าวว่า ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 3 ของไทย โดยทั้งสองประเทศมีสินค้าที่มีศักยภาพและเกื้อกูลกันในห่วงโซ่อุปทานมาอย่างยาวนาน พร้อมย้ำความพร้อมของไทยในการเป็นแหล่งสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพสูงสำหรับญี่ปุ่น อาทิ ข้าว ไก่แปรรูป และอาหารทะเลกระป๋อง โดยได้ขอให้ฝ่ายญี่ปุ่นสนับสนุนการนำเข้าข้าวไทยเพิ่มขึ้น เพื่อสะท้อนความร่วมมือและไมตรีจิตระหว่างกัน
นอกจากนี้ ได้ขอให้เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นช่วยประสานบริษัทการค้าสัญชาติญี่ปุ่นในประเทศไทย หรือ กลุ่ม Sogo Shosha ให้มีบทบาทในการกระจายสินค้าไทยผ่านเครือข่ายธุรกิจในญี่ปุ่นและตลาดโลก
ในด้านการลงทุน ญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนอันดับ 1 ของไทยอย่างต่อเนื่อง มีบริษัทญี่ปุ่นลงทุนในไทยเกือบ 6,000 ราย จึงได้เชิญชวนนักลงทุนและสตาร์ทอัพญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนหรือแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เพิ่มเติม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) อาทิ ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง ยานยนต์ยุคใหม่ อาหารแห่งอนาคต พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ รวมถึงวิทยาศาสตร์สุขภาพและสุขภาวะ พร้อมทั้งเชิญชวนให้เข้ามาลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาในอุตสาหกรรมพลังงานไฮโดรเจนสำหรับประเทศเขตร้อน
นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันไทยและญี่ปุ่นมีความตกลงการค้าเสรี (FTA) ร่วมกันที่เรียกว่า ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย – ญี่ปุ่น หรือ JTEPA ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 โดยผู้ประกอบการไทยใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ JTEPA ในการส่งออกไปญี่ปุ่นคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 80% ของมูลค่าสินค้าที่ได้รับสิทธิ์ทั้งหมด และในปีนี้ ความตกลงดังกล่าวมีอายุครบ 19 ปี จึงได้เสนอให้ทั้งสองฝ่ายเร่งทบทวนและปรับปรุงความตกลงให้ทันสมัย สอดรับกับแนวโน้มเศรษฐกิจในปัจจุบันและอนาคต รวมถึงการเปิดตลาดสินค้าระหว่างกันเพิ่มเติม เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน
การหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องในการส่งเสริมความร่วมมือด้านมาตรการเยียวยาทางการค้า เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ในกระบวนการไต่สวน โดยฝ่ายไทยแสดงความพร้อมในการจัดฝึกอบรมให้นักลงทุนญี่ปุ่นเกี่ยวกับการยื่นขอใช้มาตรการดังกล่าว เพื่อคุ้มครองนักลงทุนในประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบจากการนำเข้าสินค้าที่มีลักษณะการค้าไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน เพื่อให้การบังคับใช้มาตรการมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ ในปี 2570 จะเป็นวาระครบรอบ 140 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ญี่ปุ่น หนึ่งในตัวอย่างความร่วมมือที่สำคัญ คือ โครงการ Thai Kimono Project ซึ่งนำผ้าทอไทยจากโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา มาผสมผสานกับกิโมโน อันเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น ภายใต้แนวคิดการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

โดยคอลเลกชันกิโมโนผ้าไทยได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น เนื่องจากช่วยสร้างเอกลักษณ์ใหม่ให้แฟชั่นดั้งเดิม ควบคู่การเชื่อมโยงวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศ ส่งเสริมงานหัตถศิลป์ร่วมกัน และต่อยอดสู่ความร่วมมือด้านการค้าและการพัฒนาสินค้าร่วมสมัยในอนาคต

ทั้งนี้ ในปี 2567 ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของไทย รองจากจีนและสหรัฐอเมริกา โดยมีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 52,010.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออกไปญี่ปุ่นมูลค่า 23,285.90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจากญี่ปุ่นมูลค่า 28,724.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม–พฤศจิกายน) การค้ารวมมีมูลค่า 48,782.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออกมูลค่า 21,659.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้ามูลค่า 27,123.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ รถยนต์และชิ้นส่วน ไก่แปรรูป เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเคมีภัณฑ์ ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรกล เหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก เครื่องจักรไฟฟ้า ชิ้นส่วนยานยนต์ และแผงวงจรไฟฟ้า

