หุ้นแย่-ผลประกอบการดี

ดัชนีหลักทรัพย์ หลุด 1,700 จุดอีกแล้ว เป็นครั้งที่ 2 ในรอบเดือน ต.ค.อาถรรพ์ หลังจากต้อนรับต้นสัปดาห์ด้วยแรงเทขายอย่างหนักจนปิดลบไป 24 จุด จากความกังวลเรื่องค่าเงินอ่อนตัวในภูมิภาค แต่ทำท่าจะดีเมื่อวันพุธ ฟื้นตัวขึ้นมาได้ 24 จุด กลับมายืนเหนือดัชนี 1,700 จุดได้ใหม่

ขี่พายุทะลุฟ้า : ชาญชัย สงวนวงศ์

ดัชนีหลักทรัพย์ หลุด 1,700 จุดอีกแล้ว เป็นครั้งที่ 2 ในรอบเดือน ต.ค.อาถรรพ์ หลังจากต้อนรับต้นสัปดาห์ด้วยแรงเทขายอย่างหนักจนปิดลบไป 24 จุด จากความกังวลเรื่องค่าเงินอ่อนตัวในภูมิภาค แต่ทำท่าจะดีเมื่อวันพุธ ฟื้นตัวขึ้นมาได้ 24 จุด กลับมายืนเหนือดัชนี 1,700 จุดได้ใหม่

แต่แล้วก็ “บัวแล้งน้ำ” ดีใจได้ไม่ทันเท่าไหร่ เพียงชั่วข้ามวันกลับโดนถล่มยับเยินเกือบ 40 จุด ลงมายืนใต้ 1,700 จุดอีกครั้ง ด้วยเหตุปัจจัยต่างประเทศล้วน ๆ ทุกตลาดทั่วโลกเป็นสีแดงหมด ไม่เว้นแม้แต่ตลาดเดียว

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ทะยานขึ้นอย่างแรง บอนด์ 10 ปี ผลตอบแทน 3.2% บอนด์อายุ 30 ปี ผลตอบแทน 3.4% มีความวิตกเรื่องเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่พุ่งขึ้น จะกลายเป็นตัวเร่งการปรับอัตราดอกเบี้ย และค่าเงินในตลาดเกิดใหม่ จะมีความผันผวนจากเงินทุนเคลื่อนย้าย

ตัวเลขการขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ น่ากลัวมาก ทำสถิติขายสุทธิสูงสุดถึง 10,562 ล้านบาท ทั้งรายย่อยและกองทุนสถาบัน รับเละเป็นระวิง แนวรับแรก 1,680 จุด เฉียดใกล้เข้ามาแล้ว แนวรับถัดไป คาดกันไว้ที่ 1,660 จุด ก็หวังว่า คงจะไม่หลุดต่ำไปกว่านี้

ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ ดร.ภากร ปีตธวัชชัย ยังคงยืนยันเป็นความผันผวนระยะสั้น การปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นไทย เป็นไปตามปัจจัยต่างประเทศ ในขณะที่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทยยังคงแข็งแกร่ง และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง

แนะผู้ลงทุนพิจารณาลงทุนในบริษัทที่มีพื้นฐานดี และมีแนวโน้มเติบโต

ดร.ภากรพูด ก็น่าจะเป็นความจริงส่วนหนึ่ง เพราะการประกาศผลประกอบการประจำไตรมาส 3 ของบริษัทจดทะเบียน 3 บริษัทแรก มีอัตราผลกำไรเพิ่มขึ้นอย่างงดงาม

KTC หรือบริษัท บัตรกรุงไทย มีผลประกอบการที่งดงามที่สุด ทำผลกำไรได้ 1,396.211 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่ทำกำไรได้ 846.059 ล้านบาท กำไรเพิ่มขึ้น 550.15 ล้านบาท กำไรโตถึง 65.02%

งวด 9 เดือน KTC ทำกำไรได้ 3,911 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 2,365.253 ล้านบาท กำไรเพิ่มขึ้น 1,545 ล้านบาท เติบโตในระดับ 65% เช่นเดียวกัน

ช่างงดงามหยดย้อยอะไรเช่นนี้!

TISCO หรือบริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ปก็ไม่เบา กำไร 1,814.856 ล้านบาทในไตรมาส 3 เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน 1,572 ล้านบาท กำไรเพิ่มขึ้น 242.49 ล้านบาท โต 15.42%

งวด 9 เดือน กำไร 5,290.099 ล้านบาท เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน 4,568.265 ล้านบาท กำไรเพิ่มขึ้น 721.83 ล้านบาท กำไรโต 15.80%

LHFG หรือบริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป กำไรไตรมาส 779.077 ล้านบาท จาก Q3 ปีก่อนที่ทำไว้ 670.698 ล้านบาท กำไรเพิ่มขึ้น 108.37 ล้านบาท โตขึ้น 16.15%

งวด 9 เดือน กำไร 2,356.554 ล้านบาท เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน 1,873.828 ล้านบาท กำไรเพิ่มขึ้น 482.72 ล้านบาท เติบโตในระดับ 25.76%

ผมเองก็คาดว่า ผลประกอบการบริษัทอื่น ๆ ที่จะทยอยประกาศตามกันมา ทั้งกลุ่มธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงิน กลุ่มพลังงาน และอุตสาหกรรม โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดใหญ่ ก็คงจะมีกำไรเติบโตในภาพรวม เช่นเดียวกับ 3 บริษัทข้างต้น

มันจึงเป็นภาพที่สวนทางกันระหว่างตลาดหุ้นที่ผันผวน กับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน อันเป็นสินค้าในตลาด ซึ่งถ้าไม่มีความผันผวนจากปัจจัยต่างประเทศ ความผันผวนของตลาดหุ้นไทยก็คงจะมีน้อยลงกว่านี้แน่นอน

อย่างไรก็ตาม ผมยังไม่เคยพบเคยเห็นตลาดพังในขณะผลประกอบการบจ.ยังดีอยู่ครับ เพียงแต่คงต้องรอบคอบมากขึ้นในการเลือกลงทุนหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานและมีปันผลดี ความผันผวนของตลาดอาจจะเป็นโอกาสได้

“หุ้นผีบอก” ตามคำแนะนำของเหล่าหมอผี กรุณาเอาตัวเองออกห่าง อย่าหลงเชื่อเป็นอันขาด