GULF วิ่งปิด 100.50 บาท “สูงสุดเป็นประวัติการณ์!” จับตาประเด็น MSCI-แหลมฉบัง 3 หนุนต่อ

GULF วิ่งปิด 100.50 บาท “สูงสุดเป็นประวัติการณ์!” จับตาประเด็น MSCI-แหลมฉบัง 3 หนุนต่อ โดยปิดตลาดวันนี้ที่ระดับ 100.50 บาท บวก 1.50 บาท หรือ 1.52% สูงสุดที่ระดับ 100.50 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 98.75 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.04 พันล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าราคาหุ้น บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ปิดตลาดวันนี้ที่ระดับ 100.50 บาท บวก 1.50 บาท หรือ 1.52% สูงสุดที่ระดับ 100.50 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 98.75 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.04 พันล้านบาท

โดยราคาหุ้น GULF ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (ออลไทม์ไฮ) และปิดที่ระดับสูงสุดของวันที่ระดับ 100.50 บาท ตั้งแต่เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

อนึ่ง เมื่อวันที่ 29 มี.ค.62 การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ได้เปิดรับซองเอกสารประกวดราคาโครงการท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) ระยะที่ 3 (ท่าเทียบเรือ F) โดยมี 2 กลุ่มเข้ายื่นข้อเสนอ ได้แก่

1.กลุ่มกิจการร่วมค้า GPC ประกอบด้วย บริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด (บริษัทในกลุ่ม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT, บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF, บริษัท China Harbour Engineering Commpany Limited

2.กลุ่มกิจการร่วมค้า NPC ประกอบด้วย บริษัท แอสโซซิเอท อินฟินิตี้ จำกัด, บริษัท นทลิน จำกัด, บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) PRM, บริษัท พีเอชเอส ออแกนิค ฮิลลิ่ง จำกัด, China Railway Construction Corporation Limited

ทั้งนี้ คาดว่าการท่าเรือแห่งประเทศไทยจะประกาศรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะ 3 ภายในสิ้นเดือนนี้

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นดัชนี MSCI Emerging Markets Index (MSCI EM) ปรับเพิ่มน้ำหนักหุ้นไทยมาที่ 3% จากเดิม 2.5% ทำให้คาดว่าจะมีเม็ดเงินจากกองทุน Passive Fund ประมาณ 35,000 ล้านบาท เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยและกองทุนอื่น ๆ เพิ่ม มูลค่ารวม 60,000 ล้านบาท

โดยเม็ดเงินจากต่างประเทศจะเริ่มทยอยเข้ามาตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย.นี้ และไหลเข้ามามากช่วง พ.ค.หลังจากที่มีผลบังคับใช้ และหากประเทศไทยการจัดตั้งรัฐบาลใหม่มีเสียงข้างมาก ยิ่งเป็นผลบวกต่อเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้ามามากยิ่งขึ้น เพราะธนาคารกลางต่างๆ พร้อมใจใช้นโยบายการเงินผ่อนคลาย ทำให้มีเม็ดเงินสภาพคล่องในโลกมากขึ้น และทำให้มีเงินไหลกลับมาลงทุนในตลาดเกิดใหม่รวมถึงตลาดหุ้นไทย

ขณะที่ Morgan Stanley ระบุว่า การยอมรับเงื่อนไขเกณฑ์ NVDR และมีผลบังคับใช้เกณฑ์ดังกล่าว ส่งผลดีต่อหุ้นที่ถูกคำนวณในดัชนี MSCI อยู่แล้ว จะมีบัญชีต่างประเทศเพิ่มขึ้น อาทิ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC จากเดิม 32% เพิ่มขึ้นเป็น 65%, บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) จากเดิม 25% เพิ่มขึ้นเป็น 60%, บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF จากเดิม 20% เพิ่มขึ้นเป็น 25%

ส่วนหุ้นที่จะเข้า MSCI รอบใหม่ คือ INTUCH, RATCH, CENTEL DTAC และ เพิ่มน้ำหนัก SCC, BDMS, CPN, CPALL, BBL/F, EGCO, LH, KBANK, BANPU, PTT, TU, ADVANC, CPF, HMPRO, MINT, EA, BH, BTS, GULF, TRUE, IRPC และลดน้ำหนัก SCB ส่วนหุ้นเข้าใหม่ MSCI Small Cap เข้าใหม่คือ BLA, AEONTS, LHFG, TASCO, EASTW, COL, TIP

คำค้น