TU โชว์ผลงานไตรมาสแรกสุดปัง! 2 โบรกฯเล็งอัพประมาณการกำไรใหม่

TU โชว์ผลงานไตรมาสแรกสุดปัง! กวาดกำไร 1.27 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 47% สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ ฟาก 2 โบรกฯเล็งอัพประมาณการกำไรใหม่ มองแนวโน้มกำไรเป็นขาขึ้น หลังคาดราคาทูน่ามีเสถีรภาพ-ยอดขายดี

“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ได้ทำการสำรวจข้อมูลบทวิเคราะห์ของ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU หลังประกาศผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 1/62 สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค.2562 ออกมาอย่างสดใส โดยบริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ระดับ 1.27 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 47% จากปีก่อนมีกำไร 868.99 ล้านบาท เนื่องจากได้รับส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมที่ 347 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระดับ 301 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยเป็นผลมาจากผลการดำเนินงานของบริษัทร่วมปรับตัวดีขึ้นโดยเฉพาะจากธุรกิจ Avanti Frozen ผู้ผลิตและแปรรูปกุ้งในประเทศอินเดียในประเทศอินเดีย

โดยพบว่า นักวิเคราะห์ บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ แนะนำ “ซื้อ” TU ประเมินราคาเป้าหมาย 20.90 บาท/หุ้น โดยกำไรปกติของ TU ในช่วงไตรมาส 1/62 สูงกว่าที่ บล.ซีจีเอสฯ คาด 10% เนื่องจากการกำไรจากบริษัทย่อย Avanti Frozen และ GPM ที่สูงกว่าคาด โดย GPM จะยังคงแข็งแกร่งในไตรมาสไตรมาส 2/62 เนื่องจากไตรมาส 2 จะเป็นไตรมาสที่แข็งแกร่งตามฤดูกาลสำหรับ TU และราคาวัตถุดิบที่ดี

ส่วน นักวิเคราะห์ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ แนะนำ “ซื้อ” หุ้น TU ประเมินราคาเป้าหมาย 20 บาท/หุ้น โดย TU รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/62 ที่ 1.27 พันล้านบาท โต 47% เมื่อเทียบจากปีก่อน ซึ่งมากกว่าที่ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) และตลาดคาด 37% และ 38% ตามลำดับ โดยได้ประโยชน์จากอัตรากำไรขั้นต้นปรับเพิ่มขึ้นถึง 3.4% เมอื่เทียบจากปีก่อน อยู่ที่ 14.9% จากราคาต้นทุนปลาทูน่าที่มีเสถีรภาพมากขึ้นและปริมาณขายที่สูงขึ้น ดังนั้นจึงยังคงประมาณการกำไรปี 2562 ที่ 5 พันล้านบาท โต 55% เทียบจากปีก่อน โดยกำไรไตรมาส 1/62 คิดเป็น 25% ของทั้งปี

อย่างไรก็ตาม บล.เคทีบี (ประเทศไทย) มีแนวโน้มที่จะปรับประมาณการขึ้นหลังการประชุมนักวิเคราะห์หากแนวโน้มทิศทางราคาปลาทูน่ายังอยู่ในช่วงเหมาะสม (ราคาที่สมดุลย์ระหว่างผู้ผลิตในอุตสาหกรรมอาหารและชาวประมง 1,400 -1,600 เหรียญต่อตัน) ซึ่งจะส่งผลดีต่อการจัดการวัตถุดิบและส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ระดับ 14-15% ได้เนื่องจากจะได้รับผลดีจากต้นทุนปลาในสต็อกที่ถูกจะถูก feed เข้าสู่ขบวนการผลิต

ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า กำไรหลักของ TU ในช่วงไตรมาส 1/62 อยู่ที่ 1.1 พันล้านบาท (โต 34% เมื่อเทียบจากปีก่อน) ถือว่าดีกว่าตลาดคาดไว้ถึง 15% รายการที่ผลักดันคือ อัตรากำไรขั้นต้นและกำไรจากบริษัทร่วมที่สูงกว่าคาด ด้านกำไรสุทธิเป็น 1.3 พันล้านบาท (โต 47% เมื่อเทียบจากปีก่อน และโต 19% เมื่อเทียบจากไตรมาสก่อน) รายการพิเศษไตรมาสนี้เป็นกำไรจากการขายบริษัทร่วมและ Derivative Hedging แต่ก็มีค่าใช้จ่ายด้อยค่าสินทรัพย์ด้านการเงินด้วย

ทั้งนี้คาดว่าปัจจัยบวกคือ อัตรากำไรเป็นแนวโน้มขาขึ้นในไตรมาสถัดๆไป สืบเนื่องจากราคาต้นทุนวัตถุดิบทูน่ามีเสถียรภาพ ในงวดไตรมาส 1/62 ที่ผ่านมาเป็น 1,453 เหรียญสหรัฐต่อตัน หรือ ลดลง 8% เมื่อเทียบจากปีก่อน โดยล่าสุด เม.ย.เป็น 1,450 เหรียญสหรัฐต่อตัน หรือ ลดลง 19% เมื่อเทียบจากปีก่อน ด้านอัตราส่วนการหมุนเวียนวัตถุดิบ (inventory days) เป็นประมาณ 4 เดือน

ดังนั้น จึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น TU พร้อมประเมินราคาเป้าหมายที่ 19.70 บาท/หุ้น (P/E 17 เท่า คิดเป็น -0.5 SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี) มีส่วนเพิ่มแคบลงเพียง 5% แต่ บล.ดีบีเอสฯ จะมีการทบทวนประมาณการและราคาพื้นฐานอีกครั้ง ในเชิงปรับให้ดีขึ้น ทั้งนี้กำไรในงวดไตรมาส 1/62 เป็นสัดส่วน 19% จากประมาณการเดิม