KCE วิ่งฉิว 6% นิวไฮรอบกว่า 1 เดือน โบรกฯแนะ “ซื้อเก็งกำไร” เคาะเป้า 20.80 บ.

KCE วิ่งฉิว 6% นิวไฮรอบกว่า 1 เดือน โบรกฯแนะ "ซื้อเก็งกำไร" เคาะเป้า 20.80 บ. โดย ณ เวลา 15.40 น. ราคาอยู่ที่ 17.60 บาท บวก 1 บาท หรือ 6.02% สูงสุดที่ 17.60 บาท ต่ำสุดที่ 17 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 308.14 ล้านบาท


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้น บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE ล่าสุด ณ เวลา 15.40 น. อยู่ที่ 17.60 บาท บวก 1 บาท หรือ 6.02% สูงสุดที่ 17.60 บาท ต่ำสุดที่ 17 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 308.14 ล้านบาท

ทั้งนี้ ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 1 เดือน นับตั้งแต่ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 17.70 บาท เมื่อวันที่ 30 ก.ค.2562

ด้าน บล.บัวหลวง ระบุในบทวิเคราะห์ (5 ก.ย.2562) แนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” KCE ราคาเป้าหมาย 20.80 บาท/หุ้น โดยนักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงมีมุมมองเชิงลบต่อภาพผลการดำเนินงานของบริษัท ไม่ได้ปฎิเสธในเรื่องนี้แต่มองที่ประเด็นว่ามันได้สะท้อนไปในราคาหุ้นมากเท่าไหร่แล้ว ตลาดยังคงอยู่ในโหมดที่มีความกังวลต่ออุปสงค์ในระยะสั้นและผลกระทบของการปรับเปลี่ยนมาตรการ CO2

โดยไม่ได้สนใจเรื่องผลบวกจากการปรับโครงสร้างภายในตลอดช่วงเวลาที่ปัจจัยลบจากภายนอกเข้ามาถาโถม ปรับเพิ่มคำแนะนำจาก “ขาย” เป็น “ซื้อเก็งกำไร” ด้วยราคาเป้าหมายใหม่ที่ 20.80 บาท อิงจากค่า PER ปี 2563 ที่ 17.9 เท่า (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี อยู่ 0.5 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน)

ปัจจัยที่ 1 อุตสาหกรรมยานยนต์อยู่จุดต่ำสุด (หรืออาจจะต่ำกว่านี้แต่ความเสี่ยงด้านล่างจำกัด) ข้อมูล PMI ทั่วโลกล่าสุด (สำหรับเดือนก.ค.) ของอุตสาหกรรมยานยนต์มีแนวโน้มอยู่ในช่วงขาลง ทั้งปริมาณผลผลิต, คำสั่งซื้อใหม่และการจ้างงานล้วนปรับตัวลดลงในระดับที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่ปลายปี 2552 สำหรับยอดผลิตยานยนต์ทั่วโลกปรับตัวลดลง 6% ในไตรมาส2/62 สะท้อนภาวะที่อ่อนแอในยุโรปและประเทศจีน ซึ่งลดลงเป็นระดับใกล้เคียงกับที่ปรับตัวลดลงในไตรมาส4/61 และ 1/62 เชื่อว่าข่าวร้ายต่างๆได้ถูกรับรู้ไปในตลาดมากแล้ว

ปัจจัยที่ 2 สัญญาณฟื้นตัวสำหรับครึ่งหลังของปี 2562 การปรับตัวลดลงของยอดขายยานยนต์ในประเทศจีนชะลอตัวลดลงในเดือนก.ค. — ยอดขายค้าปลีกลดลง 5% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน (ดีขึ้นกว่าการปรับตัวลดลงเฉลี่ยตั้งแต่ต้นปีที่ 13% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน) และยอดขายค้าส่งลดลง 3% ซึ่งเป็นการชะลอตัวของระดับการปรับตัวลดลงเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน (แม้ว่ายอดขายปรับตัวลดลงมา 13 เดือนติดต่อกัน)

โดยคาดยอดขายยานยนต์ในประเทศจีนจะปรับตัวดีขึ้นในครึ่งหลังของปี 2562 เนื่องจากสินค้าคงคลังที่อยู่ในระดับต่ำและผลประโยชน์จากการเปิดตัวโมเดลรถรุ่นใหม่ (ที่เริ่มออกมาหลังมีการปรับเกณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานมลพิษใหม่ หรือที่เรียกว่า China VI) รวมถึงยอดขายรถยนตร์ในจีนปรับตัวลงหนักตั้งแต่เดือน ก.ค. ในปีที่แล้ว เราคาดยอดขายรายเดือนของประเทศจีนจะเสถียรมากขึ้นจากประเด็นข้างต้นดังกล่าว ซึ่งจะหนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลุ่มยานยนต์ทั่วโลก

ปัจจัยที่ 3 ความเสี่ยงของการชะลอตัวต่อเนื่องสำหรับกำไรครึ่งหลังของปี 2562 ได้ถูกสะท้อนไปแล้ว ในขณะที่ยังรับรู้ได้ถึงโอกาสที่ภาวะเศรษฐกิจโลก และอุปสงค์ของยานยนต์จะยังชะลอตัว และความเสี่ยงด้านกำไรของบริษัท คิดว่าปัจจัยดังกล่าวได้สะท้อนเข้าไปในราคาหุ้นแล้ว และเห็นปัจจัยที่เป็นอัพไซต์ในหลายๆประเด็น ได้แก่ การฟืนตัวของยอดขายและยอดผลิตยานยนต์ทั่วโลกจากฐานต่ำ, ดัชนี PMI ที่อยู่ในระดับต่ำ

อีกทั้งประเด็นความขัดแย้งทางการค้าที่ยังคงรุนแรงทำให้นักลงทุนอยู่ในโหมดเฝ้าระวัง (ยังไม่มีposition หรือมีการลด position ในหุ้นลงมาก่อนหน้า) นอกจากนี้ราคาหุ้น KCE ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4% ตั้งแต่มีการประชุมนักวิเคราะห์เมื่อวันที่ 14 ส.ค.ที่ผ่านมา ทั้งที่มุมมองที่ออกมายังคงเป็นเชิงลบ (เทียบกับการประชุม 2 ครั้งก่อนหน้าในปีนี้ ราคาหุ้นมีการปรับตัวลงมาในวันที่ประชุม และหลังประชุม สะท้อนมุมมองความผิดหวังของตลาด) บ่งชี้ว่าความคาดหวังของตลาดอยู่ในระดับที่ต่ำมากแล้ว

ปัจจัยที่ 4 ประมาณการกำไรตั้งแต่ต้นปีถูกหั่นลงมาอย่างรุนแรง ตลาดปรับลดประมาณการกำไรต่อหุ้นสำหรับ KCE ลงมากกว่า 50% มาอยู่ที่ 1 บาท (ต้นปีคาดไว้ที่ 2 บาท/หุ้น) หากการปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน ของกำไรในครึ่งปีหลังดีกว่าที่ตลาดคาด (ตาดคาดไว้ลดลง 40%) เชื่อว่าราคาหุ้นอาจปรับตัวขึ้นได้ (เราคาดกำไรในครึ่งหลังปี 2562 ปรับตัวลดลง 26% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน หลังจากที่ปรับตัวลงมาแล้ว 51% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน ในช่วงครึ่งแรกของปี)

อีกทั้งเห็นโอกาสในการปรับเพิ่มประมาณการกำไรต่อหุ้นสำหรับปี 2563 ของตลาดจากฐานต่ำในปี 2562 (ตลาดคาดกำไรต่อหุ้นปี 2563 เติบโตที่เพียง 12% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน สะท้อนมุมมองเชิงระมัดระวังอย่างมาก) ในปัจจุบันคำแนะนำต่อหุ้นของตลาดต่างเป็นไปในเชิงลบโดยโบรกเกอร์ 9 แห่งให้คำแนะนำ ขาย, 3 แห่งแนะนำถือ และอีก 1 แห่งแนะนำ ซื้อ

ปัจจัยที่ 5 มีโอกาสปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล โดยอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนของ KCE ที่อยู่ในระดับต่ำและงบการเงินที่แข็งแกร่งส่งผลให้มีโอกาสปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล คาดงบลงทุนจะปรับตัวลดลงจาก 13 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2561 มาอยู่ที่ 8 ล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้ หนุนให้กระแสเงินสดในมือแข็งแกร่งขึ้นไปอีก ทั้งนี้อัตราการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 อยู่ที่ 111% เพิ่มขึ้นจาก 30% สำหรับผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2561 (35% สำหรับผลการดำเนินงานในครึ่งหลังของปี 2562)

Back to top button