M ฝ่าทางตัน.!

กลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ เลยทีเดียว.! เมื่อบริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ M ทุ่มเงินกว่า 2,000 ล้านบาท ซื้อหุ้น “แหลมเจริญ ซีฟู้ด” สัดส่วน 65% เนื่องจากถือเป็นดีลใหญ่ของวงการร้านอาหารที่มีมูลค่าการซื้อขายค่อนข้างสูง

สำนักข่าวรัชดา

กลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ เลยทีเดียว.! เมื่อบริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ M ทุ่มเงินกว่า 2,000 ล้านบาท ซื้อหุ้น “แหลมเจริญ ซีฟู้ด” สัดส่วน 65% เนื่องจากถือเป็นดีลใหญ่ของวงการร้านอาหารที่มีมูลค่าการซื้อขายค่อนข้างสูง

แถมยังเป็นการเคลื่อนไหวของ M ครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผ่านมาอีกด้วย…

โดยช่วงเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา หุ้น M ขานรับข่าวดังกล่าว ด้วยราคาระหว่างวันวิ่งขึ้นไปสูงสุดแตะที่ระดับ 79 บาท ก่อนจะย่อลงมาปิดตลาดที่ระดับ 76.50 บาท ปรับเพิ่มขึ้น 3 บาท หรือปรับเพิ่มขึ้น 4.08% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 199 ล้านบาท

เนื่องจากเก็งกันว่า การได้แหลมเจริญ ซีฟู้ด เข้ามาอยู่ในพอร์ต จะช่วยหนุนให้ M โตแข็งแกร่งมากขึ้น !!

M เป็นหุ้น “หม้อร้อน” ที่โตมาจากธุรกิจสุกี้ในนามร้านเอ็มเคสุกี้ ก่อนจะขยายไปสู่ธุรกิจชาบู ภายใต้แบรนด์ยาโยอิ และอื่น ๆ เช่น ร้านอาหารไทย ร้านกาแฟ ขนมหวาน ข้าวกล่อง ฯลฯ

ที่ผ่านมาแม้รายได้และกำไรของ M ยังเติบโตต่อเนื่อง โดยปี 2558 มีกำไรสุทธิ 1,856 ล้านบาท จากรายได้รวม 14,922 ล้านบาท ปี 2559 มีกำไรสุทธิ 2,099 ล้านบาท จากรายได้รวม 15,498 ล้านบาท ปี 2560 มีกำไรสุทธิ 2,424 ล้านบาท จากรายได้รวม 16,457 ล้านบาท ปี 2561 มีกำไรสุทธิ 2,573 ล้านบาท จากรายได้รวม 17,233 ล้านบาท

และงวด 6 เดือนแรก 2562 มีกำไรสุทธิ 1,398 ล้านบาท จากรายได้รวม 9,041 ล้านบาท

แต่…ถ้าไปดูโครงสร้างของรายได้จะเห็นว่า ธุรกิจสุกี้มีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

จากปี 2557 ธุรกิจสุกี้มีสัดส่วนมากถึง 81% ปี 2558 ลดลงเหลือ 79.2% ปี 2559 เหลือแค่ 77.9% และปี 2560 มีสัดส่วนอยู่ที่ 77.1%

นั่นแสดงให้เห็นว่า ธุรกิจสุกี้บ้านเราเริ่มโตลำบากแล้ว ทำให้โอกาสที่จะขยายสาขามีน้อยลง

สิ่งที่ตามมา จะส่งผลให้รายได้ไม่ Growth หรือ Growth น้อยลงเช่นกัน…

ก่อนหน้านี้จึงเห็น M แตกไลน์ไปทำโลจิสติกส์ เน้นขนส่งอาหารสด แต่วอลุ่มอาจไม่เยอะมาก แถมในตลาดยังแข่งขันกันสูง

ทำให้ในส่วนนี้ไม่เห็นการเติบโตมากนัก…

ในขณะที่ธุรกิจชาบู และอื่น ๆ ก็ยังมีบทบาทในการสร้างรายได้ให้กับ M ไม่มาก

เป็นโจทย์ให้ M จึงต้องหาทางฝ่าทางตัน !!

ครั้นจะไปสร้างแบรนด์ใหม่ก็ดูจะไม่ทันการณ์ นอกจากต้องใช้ระยะเวลาในการลองถูกลองผิดแล้ว

ในภาวะที่ในตลาดแข่งขันดุเดือด ยังเสี่ยงที่จะล้มเหลวสูงอีกด้วย

ทางออกของ M จึงต้องไปเทกิจการอื่น หรือ M&A นั่นเอง..!!

แหลมเจริญ ซีฟู้ด คือตัวเลือกที่ M มองว่า จะเข้ามาช่วยเติมเต็มโครงสร้างรายได้ให้แข็งแกร่งขึ้น

เนื่องจากเป็นร้านขายอาหารซีฟู้ด (ในพอร์ตของ M ยังไม่มีอาหารประเภทซีฟู้ด) ที่เน้นจับกลุ่มครอบครัว ปัจจุบันมี 27 สาขา ใน 7 จังหวัด

ถ้าสังเกตจะเห็นว่า สาขาส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในห้างฯ แสดงให้เห็นว่ากลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มที่มีรายได้ปานกลางถึงสูง

นั่นเท่ากับว่า จะทำให้ M มีลูกค้าที่เป็นกลุ่มพรีเมียมในพอร์ตเพิ่มขึ้น

อีกประเด็นที่น่าสนใจ เป็นเรื่องการ Synergy ธุรกิจระหว่างกัน โดยเฉพาะการเปิดสาขาใหม่ของแหลมเจริญ ซีฟู้ด ในทำเลเครือข่ายของ M ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในห้างฯ จะทำให้ M มีอำนาจต่อรองในเรื่องค่าเช่าและทำเลที่ตั้งของร้านได้มากขึ้น

ส่วนแหลมเจริญ ซีฟู้ดก็สามารถใช้โลจิสติกส์ของ M ในการขนส่งวัตถุดิบต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยประหยัดต้นทุนได้

แต่คำถามที่ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ คือ ดีลนี้คุ้มค่าแค่ไหน ??

อันนี้คงต้องดูกันยาว ๆ

แต่ที่น่าจับตา ใครจะเป็นรายต่อไปที่จะเข้ามาอยู่ในพอร์ตของ M

เพราะไม่แน่ตอนนี้ M อาจซุ่มเจรจาซื้อบริษัทอื่นอีกก็ได้…จริงมั้ย ??

…อิ อิ อิ…