พาราสาวะถี

ช่วยกันถอดรหัสคำพูดของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา บนเวทีสัมมนาบุคลากรภาครัฐที่อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี เมื่อวานหน่อย “จะเอาผมแบบนี้หรือจะเอาผมแบบก่อน” ต้องการสื่อถึงอะไร เพราะในความรู้สึกของคนทั่วไปไม่ว่าจะเป็นประยุทธ์แบบไหนทุกอย่างก็เหมือนเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน แต่ถ้าในความหมายคือประยุทธ์ที่เป็นเผด็จการมีมาตรา 44 ถามว่ามันจะย้อนกลับไปได้อย่างไร

อรชุน

ช่วยกันถอดรหัสคำพูดของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา บนเวทีสัมมนาบุคลากรภาครัฐที่อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี เมื่อวานหน่อย “จะเอาผมแบบนี้หรือจะเอาผมแบบก่อน” ต้องการสื่อถึงอะไร เพราะในความรู้สึกของคนทั่วไปไม่ว่าจะเป็นประยุทธ์แบบไหนทุกอย่างก็เหมือนเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน แต่ถ้าในความหมายคือประยุทธ์ที่เป็นเผด็จการมีมาตรา 44 ถามว่ามันจะย้อนกลับไปได้อย่างไร

การขู่แยกเขี้ยวที่ทำอยู่ หรือต้องการส่งสัญญาณว่าถ้ามีปัญหามากระวังอำนาจเผด็จการจากการยึดอำนาจของทหารจะกลับมาอีกกระทอก ถ้าเช่นนั้นก็ต้องถามต่อไปว่า ปัจจัยที่จะทำให้ผู้นำทางทหารอันหมายถึงผู้บัญชาการทหารบกต้องยึดอำนาจคือ ความไม่เอาไหนของรัฐบาลที่มีอำนาจอยู่ในเวลานั้นใช่หรือไม่ หรือจะหาเหตุว่ามีความขัดแย้งก็ไม่เห็นสัญญาณเหล่านั้น เว้นแต่ว่านักการเมืองไม่อยู่ในกรอบ ไม่ยึดกติกา ซึ่งก็ยังไม่ใช่อยู่ดี

การออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลโดยส.ส.พรรคฝ่ายค้านถือเป็นวิถีปกติทางการเมือง หากจะหงุดหงิดหัวใจว่าด้วยเรื่องของการไม่ไปลงพื้นที่ช่วยเหลือชาวอุบลราชธานีที่กำลังเผชิญปัญหาน้ำท่วมหนักสุดในรอบ 17 ปี ตรงนี้ยิ่งไม่น่าจะต้องแสดงอาการโมโหโกรธา ในเมื่อมั่นใจว่าสิ่งที่รัฐบาลได้ทำถูกทางและถูกใจชาวบ้านแล้ว ก็ไม่เห็นที่จะต้องสนใจหรือใส่ใจเสียงนกเสียงกาเหล่านั้น เว้นเสียแต่ว่าเสียงจากชาวบ้านที่สะท้อนมามันจะไม่ตรงกับที่รัฐบาลต้องการ

ในภาวะที่ประชาชนกำลังเดือดร้อน ไม่จำเป็นที่ผู้นำประเทศจะต้องมาตีโพยตีพาย หรืออาจจะรับไม่ได้กับที่มีคนกระแนะกระแหนต่อการไปพบ สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่สุราษฎร์ธานีในภาวะที่คนอีสานกำลังเผชิญชะตากรรมจากภัยธรรมชาติที่แสนสาหัส ของอย่างนี้มันก็แล้วแต่มุมมองของบุคคล ในเมื่อทุกอย่างเป็นไปด้วยจิตบริสุทธิ์ ภาพที่ปรากฏเป็นเรื่องของงาน ไม่ใช่เรื่องความผูกพันของคนที่มีเบื้องหลังต่อกันทั้งก่อน ระหว่างและหลังการยึดอำนาจพฤษภาคม 2557

ไม่มีใครว่าถ้าท่านผู้นำจะไปตรวจเยี่ยมโครงการป้องกันน้ำท่วมหมื่นล้านแสนล้านของจังหวัดนครศรีธรรมราช และไม่มีใครบ่นหรือรับไม่ได้กับภาพหวานในวันนั้นของท่านผู้นำกับอดีตผู้นำม็อบกปปส. เพราะถือเป็นเรื่องส่วนตัวของคนสองคน แต่ในทางตรงข้ามท่านผู้นำก็ต้องหัดใจกว้างยอมรับเสียงวิจารณ์ต่าง ๆ ที่ถาโถมเข้าใส่ด้วย ไม่จำเป็นที่ประชาชนจะต้องเลือกว่าอยากได้ประยุทธ์แบบนี้หรือแบบไหน

เพราะในความเป็นจริง คนที่อาสามาเป็นผู้นำประเทศและอ้างว่าผ่านการเลือกตั้งของประชาชนมาแล้ว ต้องมีความอดทนมากกว่านักการเมืองธรรมดาหลายร้อยเท่า ทุกแรงเสียดทานคือบทพิสูจน์ความมุ่งมั่น ตั้งใจในการทำงาน แล้วปล่อยให้ผลงานเป็นเกราะป้องกัน ประชาชนที่ได้รับอานิสงส์จากฝีมือของผู้นำและรัฐบาลย่อมปกป้องคนที่ทำเพื่อประชาชน การแสดงออกด้วยการข่มขู่ประหนึ่งว่ายังมีอำนาจเผด็จการเหมือนเดิม ไม่ได้ทำให้คนส่วนใหญ่หรือคนที่วิจารณ์กลัว แต่จะรู้สึกสมเพชมากกว่า

ยังถูกถล่มต่อเนื่องสำหรับมือประสานสิบทิศของพรรคสืบทอดอำนาจ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า เรื่องคดียาเสพติดที่ออสเตรเลียดูท่าจะซา ๆ ไปหลังจากเจ้าตัวเดินหน้าฟ้องผู้กล่าวหากว่าร้อยราย แต่ประเด็นใหม่ว่าด้วยคุณสมบัติทางการศึกษา ดูท่าว่าจะร้อนแรงชนิดหยุดไม่อยู่ เพราะไม่ใช่แค่ฝ่ายค้านแต่เป็นสหบาทาทั้งไทยและเทศ ต่างพากันสืบค้นเพื่อเสาะแสวงหาข้อเท็จจริงว่า ปริญญาด็อกเตอร์และมหาวิทยาลัยที่ท่านผู้กองอ้างนั้นของจริงและได้รับการยอมรับจากนานาประเทศหรือไม่

เรื่องนี้ ไม่เพียงแต่มีข้อสงสัยและต้องหาหลักฐานมายืนยันกันให้ได้เท่านั้น นาทีนี้มีประเด็นจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้งส.ส.และรัฐมนตรี มาท้าทายร้อยเอกธรรมนัสและยังถือเป็นการทดสอบความสง่างามของรัฐบาลด้วย ดูเหมือนว่าการยอมรับของ วิษณุ เครืองาม ล่าสุดน่าจะทำให้สั่นคลอนสถานภาพของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายนี้อยู่ไม่น้อย กับการที่บอกว่าในการแต่งตั้งร้อยเอกธรรมนัสเป็นรัฐมนตรีไม่ได้มีการตรวจสอบวุฒิการศึกษาที่ยื่นมาว่าจริงหรือปลอม

เหตุผลของวิษณุคือถ้าตรวจสอบเรื่องดังกล่าวจะใช้เวลานานทำให้เสียเวลาในการตั้งคณะรัฐมนตรี แต่ถ้ามีปัญหาเรื่องจริยธรรมจริงก็สามารถปรับออกจากคณะรัฐมนตรีภายหลังได้ ตรงนี้ประสานักสู้คงต้องดูว่าผู้กองธรรมนัสจะยืนหยัดต่อสู้เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเองจนถึงที่สุด หรือจะหยุดที่การลาออกเพื่อไม่ให้กระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาล จากนั้นก็ใช้เวลาที่เหลือไปทำงานในสภาฐานะส.ส.และดำเนินการฟ้องร้องคนที่กล่าวหาไปในคราวเดียวกัน

ตกเป็นเป้าโจมตีอีกกระทอกสำหรับ “ช่อ” พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ กับคำพูดบนเวทีฝ่ายค้านสัญจรต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้วยคำพูดที่ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เฮงซวยทุกมาตรา” ทำเอาบรรดากระบอกเสียงฝ่ายรัฐบาล รวมทั้งฝ่ายถือหางอำนาจเผด็จการดาหน้ากันมาตอบโต้ยกใหญ่ แต่รายที่ไม่ดุเดือดเลือดพล่านทว่าได้ใจความคงเป็น สุริยะใส กตะศิลา อดีตแกนนำม็อบระบอบสนธิจำลองด้วยวลีเด็ด รัฐธรรมนูญคงไม่ได้เฮงซวยทุกมาตรา เช่นกันพวกนักการเมืองเฮงซวยก็คงมีบ้างหละ

อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวคงรู้กระแสดีว่าคำพูดที่ใช้นั้นมันรุนแรงเกินไป จึงเปลี่ยนใหม่เป็นรัฐธรรมนูญมีปัญหาทุกมาตรา พร้อมกับอธิบายต่อว่าไม่ได้ด่าเนื้อหาของรัฐธรรมนูญแต่ด่าที่มาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งคงไม่ทันการณ์ เพราะมีเสียงขู่มาจากประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคสืบทอดอำนาจ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ถ้าพูดว่าเฮงซวยก็ต้องรับผิดชอบในคำพูด ไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร แต่คงหนีไม่พ้นในแง่ของคดีความที่จะมีคนไปฟ้องร้องตามมา

ประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่างที่บอกแม้จะคึกคักเพราะพรรครัฐบาลทั้งพลังประชารัฐ ประชาธิปัตย์และชาติไทยพัฒนา ขยับยื่นญัตติแนวทางเดียวกับฝ่ายค้าน แต่โจทย์สำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ไขให้สำเร็จคือส.ว.ลากตั้ง ที่แม้วันนี้จะเริ่มตามกระแสด้วยการเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมสองสภาจากส.ว.บางคน ทว่ายังไม่มีเสียงตอบรับจากส.ว.ส่วนใหญ่ นั่นหมายความว่าถ้าพวกลากตั้งไม่เอาด้วย ทุกอย่างที่ขยับกันคึกคักก็จบเห่ทันที