ส้นเท้าอคิลลีสที่ซาอุ

ภาพยนตร์ฮอลลีวูดกลายเป็นต้นแบบนวัตกรรมสงครามยุคใหม่อีกครั้งหลังกลุ่มต่อสู้ในเยเมนที่รับการหนุนหลังจากอิหร่านใช้โดรนทางทหาร (เครื่องบินไร้คนขับบังคับจากรัศมีไกล) โจมตีแหล่งผลิตน้ำมันโรงกลั่นน้ำมันใหญ่ที่สุดในโลก Saudi Aramco มีผลทำให้น้ำมัน 5.7 ล้านบาร์เรลต่อวันคิดเป็น 5% ของผลผลิตน้ำมันของโลกกระทบอุปทานการผลิตน้ำมัน ethane and natural gas liquids ในซาอุดีอาระเบียประมาณ 50%

พลวัตปี 2019 : วิษณุ โชลิตกุล

ภาพยนตร์ฮอลลีวูดกลายเป็นต้นแบบนวัตกรรมสงครามยุคใหม่อีกครั้งหลังกลุ่มต่อสู้ในเยเมนที่รับการหนุนหลังจากอิหร่านใช้โดรนทางทหาร (เครื่องบินไร้คนขับบังคับจากรัศมีไกล) โจมตีแหล่งผลิตน้ำมันโรงกลั่นน้ำมันใหญ่ที่สุดในโลก Saudi Aramco มีผลทำให้น้ำมัน 5.7 ล้านบาร์เรลต่อวันคิดเป็น 5% ของผลผลิตน้ำมันของโลกกระทบอุปทานการผลิตน้ำมัน ethane and natural gas liquids ในซาอุดีอาระเบียประมาณ 50%

หลังจากที่ซาอุฯ ต้องปิดการผลิตน้ำมันไปกว่าครึ่งประเทศและแม้แต่เช้าวันจันทร์ทางการซาอุฯ บอกว่าน่าจะกลับมาผลิตได้ 1/3 ของปริมาณน้ำมันที่หยุดการผลิตไปแปลว่ากลับมาได้ล่าช้ากว่ากำหนดก็ยังไม่สามารถกลับมาผลิตตามที่ประกาศทำให้ตลาดดีดขึ้น

ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศว่าจะยอมปล่อยคลังน้ำมันสำรอง (SPR) ของสหรัฐฯ ออกมาเพื่อบรรเทาตลาดสร้างความวุ่นวายหนักข้อขึ้นไปอีกเนื่องจากทำให้ตลาดที่ราคาขึ้นแรงถูกเทขายออกมา

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้นักวิเคราะห์ต้องออกมาตั้งประเด็นสารพัดเช่น

– อุปทานน้ำมันจะหายไปจากตลาดมากประมาณ 5% ของกำลังการผลิตโลกหรือหมายความว่าในน้ำมันทุก ๆ 20 หยดจะหายไป 1 หยดครับซึ่งไม่เคยเจอน้ำมันหายไปในปริมาณสูงถึงขนาดนี้มาก่อน

– อุปทานน้ำมันนี้จะหายไปนานไหมกลับมาผลิตได้เมื่อไหร่ทางการซาอุฯ บอกว่าน่าจะกลับมาผลิตได้ภายใน 24-48 ชั่วโมง! เพราะการที่ซาอุฯ เลือกที่จะหยุดการผลิตไปกว่าครึ่งประเทศนั้นเป็นการดำเนินการไปเพื่อเป็นการป้องกันมากกว่า (Precaution)

คำอธิบายเพิ่มเติมคือโรงงานน้ำมัน Oil Facility คือโรงงานที่เตรียมความพร้อมของน้ำมันดิบที่ขุดออกมาแล้วเพื่อให้สามารถส่งออกได้ไม่ว่าจะเป็นการแยกน้ำ, น้ำมัน, ก๊าซและของแข็งออกจากกันหรือการปรับปรุงคุณภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานเพราะน้ำมันดิบส่วนใหญ่ของซาอุฯ ส่วนมากเป็น Sour หรือน้ำมันที่มีกำมะถันสูงจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้กระบวนกลั่นนี้

– อุปทานจากชาติอื่น ๆ จะเข้ามาช่วยผลิตแทนได้ไหม? ตอบได้ว่ามีแต่ยากเพราะชาติที่สามารถผลิตเข้ามาทดแทนมากที่สุดได้ทันทีเลยคืออิหร่านซึ่งทางอิหร่านก็ได้เสนอตัวให้หยุดการคว่ำบาตรและพร้อมที่จะส่งออกน้ำมันแต่เหตุการณ์นี้คงเป็นไปได้ยากเพราะสหรัฐฯ ออกมาประกาศแล้วว่าอิหร่านน่าจะอยู่เบื้องหลังการโจมตี

แม้ในระยะเฉพาะหน้าน้ำมันที่จะเข้ามาทดแทนได้ทันทีน่าจะมาจากการปล่อยน้ำมันฉุกเฉินสำรอง (Strategic Petroleum Reserve -SPR) ของ IEA (สำนักงานพลังงานสากล) หรือของสหรัฐฯ ออกมา (ตามที่ทรัมป์บอก) ไม่ให้น้ำมันขาดตลาดมากกว่า

ประมวลโดยภาพรวมแล้วราคาน้ำมันคงจะต้องแพงขึ้นแน่แต่จะถึงขึ้นแพงสุด ๆ แบบที่ทาง Forbes ลงข่าวว่าการโจมตีครั้งนี้จะเป็นหนทางให้ราคาน้ำมันกลับไปสู่ 100 เหรียญอีกครั้งไม่น่าจะเกิดขึ้นอย่างน้อยก็ไม่ใช่ภายใน 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า

เมื่อพูดถึงผลกระทบคงมีประเทศเอเชียที่กระทบมากสุดน่าจะเป็นจีนและญี่ปุ่นที่อาศัยการนำเข้าน้ำมันจากแหล่งนี้ประมาณ 1.2-1.3 ล้านบาร์เรลต่อวันส่วนกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์หนีไม่พ้นกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันที่อย่างน้อยสุดก็มีกำไรจากสต๊อก

ในระยะยาวหากการโจมตีแหล่งผลิตน้ำมันสำคัญในซาอุดีอาระเบียนำมาสู่ความขัดแย้งทางการทหารขยายวงในพื้นที่ผลิตและส่งออกน้ำมันของโลกจะส่งกระทบต่ออุปทานของพลังงานโลกราคาน้ำมันจะทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานานสิ่งนี้จะซ้ำเติมให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงพร้อมเงินเฟ้อสูงจนเกิดสภาพภาวะเศรษฐกิจชะงักงันหรือ Stagflation ได้

ก่อนหน้านี้ที่ปรึกษาทางด้านความมั่นคงสายเหยี่ยวอย่างจอห์น โบลตัน ลาออกจากตำแหน่งทำให้ลดความเสี่ยงการเกิดความขัดแย้งทางการทหารระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านลงได้และทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลงมาเล็กน้อยแต่หลังการโจมตีคลังน้ำมันจะทำให้ราคาน้ำมันกลับมาสู่ขาขึ้นอีกประกอบกับโรงกลั่นในภูมิภาคเอเชียปิดซ่อมบำรุงและมีการส่งออกไปยังยุโรปที่กำลังเข้าสู่ฤดูหนาวทำให้ราคาน้ำมันจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป

จุดอ่อนจากกรณีใช้โดรนโจมตีโรงงานน้ำมันในซาอุฯ รอบนี้จะแพร่ระบาดเป็น “ส้นเท้าอคิลลีส” ที่แก้ไขยากเพราะเท่าที่ทราบยังไม่มีการผลิต “โดรนต้านโดรน” หรือ “โดรนต้านขีปนาวุธ”เลย