
เครดิตไทยแกร่ง! Moody’s คงเรตติ้ง Baa1 ปรับแนวโน้มสู่ Stable หนุนเชื่อมั่นเศรษฐกิจ
“มูดี้ส์” ปรับแนวโน้มเครดิตไทยเป็น “คงที่” พร้อมคงอันดับ Baa1 มองความเสี่ยงจากภาษีสหรัฐฯ ลดลง แม้น้ำมันแพงกดดันเศรษฐกิจ แต่ยังเทียบเท่าประเทศระดับเดียวกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (21 เม.ย.69) สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มูดี้ส์ (Moody’s Ratings) ได้ปรับเปลี่ยนแนวโน้มอันดับเครดิตของรัฐบาลไทยจาก “เชิงลบ” (Negative) เป็น “คงที่” (Stable)
พร้อมกันนี้ ได้ยืนยันอันดับเครดิตผู้ออกตราสารหนี้ (Issuer Ratings) ทั้งสกุลเงินต่างประเทศและสกุลเงินท้องถิ่น รวมถึงอันดับเครดิตตราสารหนี้ไม่ด้อยสิทธิไม่มีหลักประกัน (Senior Unsecured) สกุลเงินท้องถิ่น ที่ระดับ Baa1 นอกจากนี้ ยังได้ยืนยันอันดับเครดิตตั๋วสัญญาใช้เงินระยะสั้น (Commercial Paper) สกุลเงินต่างประเทศของไทย ที่ระดับ P-2
การเปลี่ยนแนวโน้มเป็น “คงที่” สะท้อนถึงการประเมินว่า ความเสี่ยงขาลงจากผลกระทบด้านภาษีที่รุนแรงและยืดเยื้อจากสหรัฐอเมริกาได้ลดน้อยลงแล้ว ภายหลังการปรับลดอัตราภาษีของสหรัฐฯ ต่อสินค้าส่งออกของไทยลงมาอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค
แม้จะคาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะกดดันการเติบโตของไทยและเพิ่มภาระหนี้สาธารณะ แต่ความเสี่ยงที่ประเทศไทยต้องเผชิญยังอยู่ในระดับที่เทียบเคียงได้กับประเทศอื่น ๆ ที่มีอันดับเครดิตในระดับเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ จึงคาดว่าผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและการคลังของไทยจะยังคงอยู่ในเกณฑ์เดียวกับกลุ่มประเทศในระดับเดียวกัน
แนวโน้มอันดับเครดิตที่คงที่นี้ ยังสะท้อนถึงการประเมินว่า แรงส่งด้านการลงทุนที่ปรับตัวดีขึ้นได้ช่วยลดความเสี่ยงของการลดลงอย่างมีนัยสำคัญและต่อเนื่องของแนวโน้มการเติบโตของไทยในระยะยาว
นอกจากนี้ การจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรอย่างมีเสถียรภาพภายหลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา ได้ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนทางการเมืองที่รุนแรง และเพิ่มโอกาสในการผลักดันการปฏิรูปประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การปรับมุมมองครั้งนี้สะท้อนถึงการปรับดีขึ้นของสมดุลความเสี่ยง (Balance of Risks) ต่อเศรษฐกิจไทย และความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนี้ มูดี้ส์ชี้แจงเหตุผลและปัจจัยสำคัญ ดังนี้
1. เสถียรภาพของรัฐบาลช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งเคยเป็นปัจจัยลบของเศรษฐกิจไทย และสนับสนุนความต่อเนื่องของนโยบายที่มีแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่อย่างชัดเจน โดยในระยะข้างหน้า หากรัฐบาลสามารถดำเนินการปฏิรูปเชิงโครงสร้างได้ตามแผน อาทิ การปรับปรุงกฎระเบียบให้มีความยืดหยุ่นและเอื้อต่อการประกอบธุรกิจมากขึ้น รวมถึงการเปิดเสรีตลาดพลังงาน จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย และเอื้อให้ฐานะการคลังทยอยปรับตัวดีขึ้น
2. การปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยเกิดจากการคลี่คลายของความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ที่ลดลงภายหลังการเจรจา ส่งผลให้อัตราภาษีสินค้าไทยอยู่ในระดับใกล้เคียงประเทศในภูมิภาค แม้ว่าวิกฤตราคาพลังงานโลกจะกดดันเศรษฐกิจและภาระหนี้ แต่ระดับความเสี่ยงยังอยู่ในกรอบที่เทียบเคียงได้กับประเทศระดับเดียวกัน (Peers)
3. การลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัวต่อเนื่อง จากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มขึ้น และมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ เช่น Thailand Fast Pass ซึ่งช่วยเร่งการลงทุนในช่วงไตรมาส 4 โดยการลงทุนถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อศักยภาพการเติบโตระยะยาว
4. หนี้ภาครัฐต่อ GDP คาดจะเพิ่มเป็น 60% และ 62% ในปีงบประมาณ 2569 และ 2571 ตามลำดับ จากนโยบายขาดดุลเพื่อพยุงเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ไทยยังมีความสามารถชำระหนี้ในระดับดี มีตลาดทุนรองรับ โครงสร้างหนี้ส่วนใหญ่เป็นเงินบาท และอายุหนี้ยาว เอื้อต่อการบริหารจัดการ โดยสัดส่วนดอกเบี้ยต่อรายได้รัฐอยู่ที่ 6% ซึ่งต่ำกว่าประเทศระดับเดียวกัน
5. ประเทศไทยยังมีฐานะการเงินต่างประเทศแข็งแกร่ง มีเงินทุนสำรองกว่า 238 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ รองรับการนำเข้าและบริการได้มากถึง 7 เดือน และสัดส่วนหนี้ต่อทุนสำรองอยู่ที่ 45–50% ในปี 2569 ซึ่งเพียงพอรองรับความผันผวนภายนอก
6. ปัจจัยที่มูดี้ส์จะติดตาม ได้แก่ ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความคืบหน้าการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง และการบริหารจัดการทางการคลังและภาระหนี้ของรัฐบาล
ทั้งนี้ ผลการประเมินสะท้อนความเชื่อมั่นต่อนโยบายเศรษฐกิจที่ใช้มาตรการการคลังแบบมุ่งเป้า (Targeted Fiscal Support) ควบคู่การลงทุนและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อยกระดับศักยภาพระยะยาว
ในระยะต่อไป มูดี้ส์จะให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องของนโยบาย และผลลัพธ์จากการดำเนินนโยบาย (Policy Execution) เป็นหลัก
นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า การปรับมุมมองครั้งนี้สะท้อนว่า พื้นฐานเศรษฐกิจและเสถียรภาพของไทยยังคงแข็งแกร่ง และแนวทางนโยบายของรัฐบาลมาถูกทาง โดยมุ่งดูแลระยะสั้นควบคู่สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในระยะยาว สิ่งสำคัญคือการเดินหน้านโยบายอย่างต่อเนื่องและให้เกิดผลจริง

