KTB รายได้ค่าฟีพุ่ง-ตั้งสำรองลด ดันกำไรไตรมาส 1 โต 6% แตะ 1.24 หมื่นล้านบาท

KTB รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 12,437.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.18% จากช่วงเดียวกันปีก่อน รับแรงหนุนค่าธรรมเนียม รายได้ลงทุน และการคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ


ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB รายงานผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 1 ปี 2569 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 มีกำไรสุทธิ ดังนี้

โดยธนาคาร KTB รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 12,437.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.18% จากช่วงเดียวกันปีก่อน 11,713.69 ล้านบาท สะท้อนประสิทธิภาพการดำเนินงานและการเติบโตอย่างมีคุณภาพ บริหารคุณภาพสิพย์ อย่างระมัดระวัง ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ

โดยสินเชื่อรวมขยายตัวร้อยละ 2.4 เทียบกับสิ้นปี2568 จากสินเชื่อภาครัฐ ธุรกิจขนาดใหญ่ และรายย่อยเพื่อที่อยู่อาศัย รวมถึงการบริหารพอร์ตสินเชื่ออย่างรอบคอบสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทน โดยธนาคารมีอัตราผลตอบแทนสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ (NIM) เท่ากับถ้อยละ 2 48 ภายได้แรงกดดันจากดอกเบี้ยขาลง และการลดดดอกเบี้ยผ่านมาตรการชิงทั้งกันเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันมุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพื่อเสริมความยั่งยืนของายได้ ทั้งนี้รายได้ค่าธรมเนียมเติบโต้ร้อยละ 13.9 โดยมีแรงสนับสนุนหลักจากธุทิจ Wealth และมีการขยายตัวของธุรกิจตลาดเงินตลาดทุนตามภาวะตลาด ซึ่งรวมถึงการรับรู้รายได้จากการปรับมูลค่ายุติธรรมสำหรับเงินลงทุน รายได้จากเงินปันผล การเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสีย อีกทั้งรายได้จากหนี้สูญรับคืนจากการบริหารจัดการ NPL และทรัพย์สินรอการการขายซึ่งเป็น Recovery Engine ที่ธนาคารให้ความสำคัญ

โดยธนาคารยังคงบริหารจัดการค่าไช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ Cost to Income Ratio ลดลงมารยู่ที่ร้อยละ 38.9 จากร้อยละ 40.4 โดยหลักจากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และค่าใช้จ่ายในการบริหารพย์สิพย์สินรอการขายที่กสู่ภาวะปกติ ทั้งนี้ธนาคารยังคงลงทุนด้านเทศโนโลยีและดิจิทัล เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่ง-ขันรองรับการเติบในระยะยาว

ด้านคุณภาพสินทรัพย์ ธนาคารรักษาระดับ NPL Ratio ที่ร้อยละ 2.93 เทียบกับร้อยละ 2.90 ณ สิ้นปี 2568 พร้อมบริหาร Credit Cost ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมที่ร้อยละ 1.15 และรักษา Coverage Rato ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องที่ร้อยละ 204.7เพื่อรองรับความไม่แน่นอนในอนาคต รวมถึงติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด

โดย ณ 31 มีนาคม 2569 กลุ่มธุรกิจทางการเงินมีเงินกองทุนชั้นที่ 1 ร้อยละ 18.60 และเงินกองทุนทั้งสิ้น ร้อยละ 20.54 ของสินทรัพย์ถ่วงน้ำหนักตามความเสี่ยงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งเมื่อเทียบกับเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พร้อมบริหารเงินกองทุนอย่างมีวินัย เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจและมีอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ในระดับสูงที่ร้อยละ 10.8

Back to top button