ความจริงช่างโหดร้าย!

*ความผันผวนของตลาดหุ้นไทยที่เกิดขึ้นในยามนี้ทำให้ “โมนิก้า” ต้องกลับไปเปิดตำราพิชัยสงครามซุนวู เพื่อทำการทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแบบละเอียดยิบ หลังหัวสมองของเดี๊ยนนึกถึงคำพูดที่ว่า “รู้เข้า รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” ขึ้นมาแบบไม่ได้ตั้งใจ จนเกิดไอเดียปิ๊งปั๊งขึ้นมาว่า วันนี้ต้องลุยหุ้นแบบมีสติสตางค์ ไม่ซี้ซั้วกระโจนเข้าใส่หุ้นที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าแบบพร่ำเพรื่อนะจะบอกให้

เจาะกระดาน : โมนิก้าและทีมงาน

*ความผันผวนของตลาดหุ้นไทยที่เกิดขึ้นในยามนี้ทำให้ “โมนิก้า” ต้องกลับไปเปิดตำราพิชัยสงครามซุนวู เพื่อทำการทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแบบละเอียดยิบ หลังหัวสมองของเดี๊ยนนึกถึงคำพูดที่ว่า “รู้เข้า รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” ขึ้นมาแบบไม่ได้ตั้งใจ จนเกิดไอเดียปิ๊งปั๊งขึ้นมาว่า วันนี้ต้องลุยหุ้นแบบมีสติสตางค์ ไม่ซี้ซั้วกระโจนเข้าใส่หุ้นที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าแบบพร่ำเพรื่อนะจะบอกให้

*ในเมื่อของมันเห็นทนโท่ว่า ผู้รู้สำนักต่าง ๆ พากันพูดเจื้อยแจ้วให้ “ซื้อ” เพราะราคาหุ้น ณ ตอนนี้ต่ำกว่าเป้าหมายค่อนข้างเยอะ เลยเป็นโอกาสของการทำรอบสั้น ๆ เพื่อความบันเทิงเริงใจ แต่ดันหลงลืมเสียสนิทใจว่า บรรยากาศการลงทุนไม่เอื้อ สตอรี่ของหุ้นไม่แจ่มอย่างที่หวัง รวมทั้งนักเล่นสถาบันไม่เล่นเหมือนเมื่อก่อน ดัชนีถึงทรุดลงอย่างต่อเนื่องอีกครั้งไงล่ะคะ

*วันนี้ถึงต้องเม้าท์กันอีกรอบหนึ่งว่า บรรดาแฟนคลับเชื่อเรื่องไหนมากกว่ากัน ระหว่างสิ่งที่เม้าท์ปากเปียกปากแฉะ “อัพไซด์สูง” กับสิ่งที่ปรากฏให้เห็นตำตา “ไปไม่ไหว” ซึ่งเป็นประเด็นที่ “โมนิก้า” พยายามย้ำหัวหมุดกับแฟนคลับเป็นประจำว่า อย่าหลงเข้าไปรับแข้งพวกกองทุนบ่อย ๆ เดี๋ยวจะเกิดอาการจุกจนตัวงอเป็นกุ้งเสียฉิบ หลังจากนั้นอาจไม่มีเรี่ยวแรงทำอะไรอีกต่อไปนะจ๊ะ

*เหมือนกับการอ่อนตัวของดัชนีเป็นเวลา 3 วัน 30 จุด ก่อนจะปิดฉากไปที่ระดับ 1,636.20 จุด ลบไป 4.46 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 6.83 หมื่นล้านบาท “โมนิก้า” มองเป็นโมเมนตัมที่ทำให้นักเล่นไขว้เขวเป็นธรรมดา ยิ่งมองดูตัวเลขส่งออกหดตัว 4% ตามติดด้วยตัวเลขนำเข้าติดลบ 14% แต่ประเทศไทยยังเกินดุลการค้าแบบนี้ ยิ่งทำให้เห็นว่าระบบเศรษฐกิจของประเทศยังอยู่ในช่วงหยุดชะงัก และไม่มีการลงทุนเพิ่มเติม แล้วหุ้นไทยจะไปต่อได้อย่างไรล่ะคะ

*เช่นเดียวกับการดิ่งลงของหุ้น CPF ล้วนเกิดจากอาการวิตกจริตอหิวาต์หมูระบาดหนัก บรรดานักเล่นเลยขายหุ้นทิ้งแบบไม่ดูดำดูดี เพราะยึดคอนเซ็ปต์ปลอดภัยไว้ก่อนเป็นเครื่องนำทาง ราคาหุ้นถึงร่วงหล่นจากระดับ 30 บาท ลงมายืนปิดเสมอตัวที่ระดับ 26.25 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.91 พันล้านบาท “โมนิก้า” มองเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการเยียวยาหัวใจ เพราะพูดอะไรออกไปในตอนนี้ ก็คงไม่มีใครเชื่อสักเท่าไหร่หรอกจ้ะ

*คล้ายกับกรณีของ PTG จากเดิมเคยเป็น “ดาวรุ่ง” ต่อมากลายสภาพเป็น “ดาวร่วง” น่าจะมาจากผลงานที่กำลังจะประกาศออกมาไม่ปังเหมือนที่คาดหวัง ราคาหุ้นถึงไหลลงจากระดับ 22 บาทอย่างรวดเร็ว จนล่าสุดลงมายืนอยู่ที่ระดับ 17.50 บาท ลบไป 1.20 บาท หรือลงไป 6.40% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 966 ล้านบาทแบบนี้ “โมนิก้า” พูดได้คำเดียวว่า จุดเด้งกลับของเที่ยวนี้อยู่แถว 16.10 บาทนะตัวเอง

*ส่วนรายที่หมดรอบเล่นแบบไม่ได้ตั้งใจอย่างช่องน้อยสี BEC ถือเป็นวิบากกรรมที่นักเล่นต้องเผชิญกันเอาเอง เพราะเมื่อดูจากการแข่งขันของทีวีในปัจจุบัน เพื่อมองหาโซลูชั่นการทำกำไรแบบยั่งยืน “โมนิก้า” คงต้องพูดตามตรงว่า หุ้นตัวนี้ไม่ได้อยู่บนเส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ เดี๊ยนถึงไม่แปลกใจที่เห็นราคาหุ้นทรุดลงมากองอยู่ที่ 7.75 บาท ลบไป 0.30 บาท หรือลงไป 3.70% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 102 ล้านบาท แถมจวนเจียนจะหลุดแนวรับสุดท้ายแบบนี้..สยองปนสยิวเจ้าค่ะ

*อีกรายที่จบรอบแบบดื้อ ๆ “โมนิก้า” คงเทน้ำหนักไปยังหุ้นเดินเรือ PRM ซึ่งหากินกับกลุ่มปตท.เป็นอาชีพหลัก ก็ถูกเทขายอย่างหนักเป็นเวลาหลายวันติดต่อกัน จนล่าสุดหุ้นลงมายืนปิดที่ระดับ 7.75 บาท ลบไป 0.55 บาท หรือลงไป 6.60% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 198 ล้านบาท เดี๊ยนถือเป็นช็อตที่นักเล่นต้องอ่านเกมให้ขาดตั้งแต่เนิ่น ๆ หลังมีข่าวเม้าท์หนาหูถึงความระหองระแหงในการทำธุรกิจนั้น..จริงไหม? เพราะส่งผลต่อความมั่นคงของบริษัทเต็ม ๆ นะนายจ๋า!

*ส่วนรายที่แกว่งตัวลงลูกเดียวอย่าง STA ถือเป็นสถานการณ์บีบบังคับให้นักเล่นต้องสาดหุ้นทิ้งทุกครั้งเมื่อเกิดอาการตื้อ ๆ ตัน ๆ ผนวกกับผลงานไม่เข้าเป้าอย่างที่ทุกคนคาดหวัง จึงกลายเป็นหุ้นที่นักเล่นต้องถอยฉากเพื่อความปลอดภัยกันเป็นแถว “โมนิก้า” ถึงมองการยืนปิดของราคาหุ้นที่ระดับ 10.50 บาท ลบไป 0.10 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ลดลงเหลือแค่ระดับ 44 ล้านบาท มันหมายความว่า ไม่มีคนเล่นนะคะ

*ปิดท้ายกันที่หุ้นปูนใหญ่ SCC เพื่อเป็นการตอกย้ำให้รู้ว่า งบไม่สวย..หุ้นไม่ขึ้น มีลักษณะเป็นอย่างไร? เดี๊ยนถึงพยายามให้นักเล่นเข้าใจการทะยานขึ้นไปถึง 444 บาท ต่อจากนั้นโรยตัวลงมาเรื่อย ๆ จนสุดท้ายยืนปิดที่ 414 บาท ลบไป 2 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.83 พันล้านบาท คือสถานการณ์ที่บอกให้รู้ว่า หุ้นกำลังอ่อนตัวลงไปที่ 400 บาทอีกครั้ง ส่วนเที่ยวนี้จะเอาอยู่หรือไม่?..น่าคิดไม่ใช่น้อยนะจ๊ะ