IP ดีดแสกหน้า 12% จบดราม่าผถห.ใหญ่ทิ้งหุ้น! “ทวีรัช” ตอกฝาโลงเข้าเก็บเพิ่ม 16 ล้านหุ้น

IP ดีดแสกหน้า 12% จบดราม่าผถห.ใหญ่ทิ้งหุ้น! "ทวีรัช" ตอกฝาโลงเข้าเก็บเพิ่ม 16 ล้านหุ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท อินเตอร์ ฟาร์มา จำกัด (มหาชน) หรือด IP  ณ เวลา 11.04 น. อยู่ที่ระดับ 9.20 บาท บวก 1.00 บาท หรือ 12.20% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 300.47 ล้านบาท โดยราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแรงหลังร่วง  2 วันติดราว 9% เนื่องจากมีกระแสผู้บริหารจะเทขายหุ้นออกมา

นายทวีรัช ปรุงพัฒนสกุล ผู้ถือหุ้นอันดับที่ 2 ของบริษัท อินเตอร์ ฟาร์มา จำกัด (มหาชน) หรือ IP เปิดเผยกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า เดิมตนเองถือหุ้น IP อยู่ที่จำนวน 2.50 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 1.21% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด โดยเป็นหุ้นที่ซื้อมาในช่วงการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) และในวันที่ 5 พ.ย. 2562 ซึ่งเป็นวันที่หุ้น IP เข้าซื้อขาย (เทรด) ในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ตนเองได้เข้าซื้อหุ้นในกระดานจากผู้ถือหุ้นเดิมของ IP ที่เป็นกลุ่มสตาร์ทอัพที่ราคาไอพีโอ 7 บาทต่อหุ้น จำนวน 15.79 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 7.67% ส่งผลให้ถือหุ้น IP เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนหุ้นรวม 18.30 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 8.88% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด และกลายเป็นผู้ถือหุ้นอันดับที่ 2 ของ IP ในปัจจุบัน

สำหรับเหตุผลที่เข้ามาซื้อหุ้น IP เพิ่มนั้น เนื่องจากมองว่า IP เป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นธุรกิจที่เคยเห็นในต่างประเทศมาก่อน แต่เมื่อมีธุรกิจนี้เกิดขึ้นในประเทศไทย จึงมองว่าเป็นโอกาสจึงเข้ามาลงทุนซื้อหุ้นเพิ่ม โดยการเข้าซื้อหุ้นในราคาไอพีโอถือว่ามีความเหมาะสมในการเข้าลงทุน ส่วนในอนาคตจะซื้อเพิ่มอีกหรือไม่ยังไม่สามารถตอบได้ในขณะนี้ เพราะต้องขึ้นอยู่กับโอกาสและจังหวะ

ด้านนายทรงวุฒิ ศักดิ์ชลาธร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  IP เปิดเผยว่า การทำรายการซื้อขายหุ้น IP บนกระดานรายใหญ่ (Big Lot) ในวันแรกที่เข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) จำนวน 25.5 ล้านหุ้น ในราคา 7 บาท เท่ากับราคา IPO นั้น เป็นการตกลงกันระหว่างนักลงทุนกับผู้ถือหุ้นเดิมรายย่อยบางราย ซึ่งส่วนหนึ่งได้มีการเปิดเผยในหนังสือชี้ชวนอยู่แล้ว โดยเชื่อว่านักลงทุนรายใหญ่ดังกล่าวต้องการลงทุนระยะยาวและพร้อมจะเติบโตไปกับบริษัท

เนื่องจากบริษัทมีแนวทางการดำเนินงานและแผนการขยายธุรกิจที่ชัดเจน เพื่อสร้างการเติบโตที่ดีให้แก่บริษัท ประกอบกับเงินที่ได้จากการระดมทุนจาก IPO จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการขยายช่องทางจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นทั้งตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ออกสู่ตลาด และการสร้างแบรนด์ INTERPHARMA ให้มีความแข็งแกร่งขึ้น พร้อมที่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดและมั่นคงในอนาคต

“นักลงทุนรายใหญ่ดังกล่าวต้องการถือหุ้นบริษัทในระยะยาว เพราะเชื่อมั่นในศักยภาพ และโอกาสการเติบโตทางธุรกิจของบริษัท รวมถึงการสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้น โดยบริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสุทธิ” นายทรงวุฒิ กล่าว

ส่วนกรณีที่มีข่าวออกมาว่า จะมีการเทขายหุ้นของกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมประมาณ 40 ล้านหุ้น ที่มีต้นทุนราคาหุ้นที่ 0.50 บาทนั้น นายทรงวุฒิ กล่าวยืนยันว่า ไม่มีและไม่เป็นความจริง โดยบริษัทมีการชี้แจงผ่านแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) แล้วว่า กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมจะมีการขายหุ้น IP ให้กับกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหม่ในราคาไอพีโอ 7 บาท ของวันแรกที่เข้าเทรด จำนวน 25.50 ล้านหุ้น ซึ่งไม่ใช่จำนวน 40 ล้านหุ้นตามที่ปรากฏในข่าว โดยการเข้าซื้อหุ้นของผู้ถือหุ้นรายใหม่ จำนวน 25.50 ล้านหุ้นดังกล่าว ก็จะเป็นการซื้อเพื่อลงทุนระยะยาว

นอกจากนี้ ยังมีผู้ถือหุ้นเดิมอีกจำนวน 3 ราย คิดเป็นสัดส่วนการถือหุ้นมากกว่า 10% มีการยืนยันว่าจะไม่มีการขายหุ้นออกมาอย่างแน่นอน และส่วนของตนเองยังคงสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ที่ 51.12% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด และยืนยันว่าจะไม่มีการขายออกมา เพราะติดกำหนดระยะเวลาการห้ามขายหุ้น (Silent Period) ดังนั้นข้อเท็จจริงเรื่องนี้มีความชัดเจนอยู่แล้วในไฟลิ่ง ก็ไม่น่าจะมีอะไร เพราะข่าวที่ออกมาไม่ใช่เรื่องจริงแต่อย่างใด

“การถล่มขายหุ้น 40 ล้านหุ้นของผู้ถือหุ้นรายเดิมไม่มีแน่นอน พร้อมทั้งมองว่าราคาหุ้นที่ปรับตัวลงน่าจะเป็นความคิดที่ผันผวน หรือตามอารมณ์ของนักลงทุน โดยเรื่องนี้ผมไม่มีความเกี่ยวข้อง เพราะหุ้นของผมไม่ได้มีการซื้อขาย เชื่อว่าผลประกอบการจะสะท้อนราคาหุ้นเอง และได้ดูราคาหุ้นแล้วยังคงอยู่เหนือราคาไอพีโอ ก็ไม่ได้มีความวิตกอะไร ส่วนผลประกอบการไตรมาส 3/2562 จะประกาศภายในวันที่ 15 พ.ย.นี้” นายทรงวุฒิ กล่าว

สำหรับข้อมูลที่แจ้งต่อนักลงทุนก่อนเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ นั้นผู้ถือหุ้นลำดับที่ 2-12 และผู้ถือหุ้นรายอื่น ๆ จำนวน 8 ราย เป็นผู้ถือหุ้นที่ไม่มีส่วนร่วมในการบริหาร ไม่เป็นบุคคลกลุ่มเดียวกัน และไม่ได้ส่งตัวแทนเข้ามาเป็นกรรมการหรือผู้บริหารในบริษัท

โดยเมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2562 บริษัทได้รับแจ้งว่า ผู้ถือหุ้นลำดับที่ 5, 7, 8, 10 และ 12 และผู้ถือหุ้นรายอื่นอีก 5 ราย รวมเป็น 10 ราย ได้ตกลงที่จะขายหุ้นที่ตนถืออยู่บางส่วน ซึ่งเป็นส่วนที่ไม่ได้ถูกห้ามขายตามระยะเวลาที่กำหนดให้แก่ผู้เสนอขอซื้อหุ้น คือ นายพิริยรัชต์ ภัทรกิตต์เกษม และนายทวีรัช ปรุงพัฒนสกุล (ผู้ลงทุนเฉพาะเจาะจง) ในราคาหุ้นละ 7 บาท ซึ่งผู้ลงทุนเฉพาะเจาะจงจะซื้อหุ้นเดิมของบริษัทดังกล่าวในวันแรกที่หุ้นของบริษัทเริ่มทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ บนกระดานรายใหญ่ (Big Lot) ของตลาดหลักทรัพย์ฯ  และภายหลังการซื้อขายหุ้นระหว่างกันแล้ว ผู้ลงทุนเฉพาะเจาะจงทั้ง 2 ราย จะเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นลำดับที่ 2-3 ของบริษัท

คำค้น