
“ฟินันเซีย” เชียร์ซื้อ BBL เป้า 188 บาท หลังโกยกำไร Q1 ทะลุหมื่นล้าน โตเกินคาด 21%
“ฟินันเซีย” เผย BBL กำไร Q1/69 แตะ 1.09 หมื่นล้านบาท โตกว่าคาด 21% รับแรงหนุนรายได้มิใช่ดอกเบี้ยแกร่ง คงคำแนะนำ "ซื้อ" ยกเป็นหุ้นเด่น เคาะเป้า 188 บาท ชูปันผลสูง 5-6%
บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) หรือ FSSIA เปิดเผยบทวิเคราะห์ แนะนำ “ซื้อ” หุ้น ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL พร้อมยกให้เป็นหุ้นเด่น (Top Pick) ภายหลังธนาคารรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่ 1.09 หมื่นล้านบาท ซึ่งสูงกว่าที่ฝ่ายวิจัยประมาณการไว้ถึง 21% และสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ 11% โดยปรับตัวเพิ่มขึ้น 41.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่ลดลง 12.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งคิดเป็น 25% ของประมาณการกำไรทั้งปี
ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรองและภาษี (PPOP) อยู่ที่ 22.6 พันล้านบาท สูงกว่าคาดเช่นกัน โดยเพิ่มขึ้น 41.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่ลดลง 9.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหนุนหลักมาจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยอื่นๆ ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่ปรับลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานยังต่ำกว่าคาด โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายอื่นๆ หลังผ่านจุดสูงสุดตามฤดูกาล ส่งผลให้อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ลดลงมาอยู่ที่ 44.7% ซึ่งต่ำกว่าประมาณการที่ระดับ 50.1%
ส่วนของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิปรับลดลงตามคาดที่ 4.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และ 12.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 2.40% ปรับตัวลดลง 0.16% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จากผลตอบแทนสินเชื่อที่ลดลงภายหลังการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.10% ด้านการเติบโตของสินเชื่อสูงกว่าคาดการณ์ที่ 2.0% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งได้รับแรงหนุนโดยกลุ่มการผลิตและพาณิชย์เป็นหลัก แม้ว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเดือนกุมภาพันธ์จะกดดันผลตอบแทนสินทรัพย์ แต่ต้นทุนทางการเงินก็ปรับลดลงมากกว่าที่คาด หนุนโดยสัดส่วนเงินฝากกระแสรายวันและออมทรัพย์ (CASA) ที่เพิ่มขึ้นเป็น 62.1%
ด้านคุณภาพสินทรัพย์โดยรวมยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ และสอดคล้องกับเป้าหมายปี 2569 โดยสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3.10% ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสินเชื่อพาณิชย์ที่กลับมาผิดนัดชำระและยังต้องเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit Cost) อยู่ที่ 1.37% ซึ่งปรับตัวสูงกว่ากรอบเป้าหมายและประมาณการจากการตั้งสำรองเพิ่มเติม ส่งผลให้อัตราส่วนสำรองต่อหนี้ด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) ลดลงมาอยู่ที่ 318% จากระดับ 324% ณ สิ้นปี 2568
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการผลการดำเนินงานในช่วงปี 2569-2571 ไว้ที่ระดับเดิม โดยคาดว่ากำไรในไตรมาส 2 ปี 2569 จะเริ่มมีทิศทางอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า พร้อมกันนี้ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยมองว่า BBL มีความน่าสนใจด้วยมูลค่าราคาเป้าหมายอิงค่า PBV ที่ 0.60 เท่า หรือประเมินเป็นราคาเป้าหมายที่ 188.00 บาทต่อหุ้น ผนวกกับยังให้คาดการณ์อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ในระดับที่น่าดึงดูดใจถึง 5-6% ต่อปี

