BGRIM ชู Natural Hedge ลุยพลังงานทดแทนทั่วโลก ปักธง 10,000 MW ปี 2030

BGRIM เดินหน้าขยายการลงทุนพลังงานทดแทนในต่างประเทศ วางยุทธศาสตร์คัดเลือกประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ มีกรอบนโยบายพลังงานชัดเจน และมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวรองรับ พร้อมชูโมเดล “Natural Hedge” เพื่อกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงฟอสซิล และสนับสนุนเป้าหมายขยายพอร์ตไฟฟ้าแตะ 10,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2030


นายพีรเดช พัฒนจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจพัฒนาพลังงานหมุนเวียน บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด  (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการลงทุนพลังงานทดแทนในตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว มีความมั่นคงด้านรายได้ และสอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนผ่านพลังงานของแต่ละประเทศ ทั้งนี้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และข้อจำกัดของพลังงานฟอสซิล ทำให้พลังงานทดแทนกลับมามีบทบาทสำคัญมากขึ้น ทั้งในแง่ความมั่นคงทางพลังงาน การลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า รวมถึงการลดความเสี่ยงจากราคาต้นทุนพลังงานที่ผันผวน

สำหรับการลงทุนใน “เกาหลีใต้” นั้น BGRIM อยู่ระหว่างเดินหน้าโครงการพลังงานลมนอกชายฝั่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของบริษัท โดยบริษัทเข้าลงทุนในโครงการ Yeonggwang Nakwol และ Yeonggwang Hanbit รวมกำลังผลิตติดตั้ง 740 เมกะวัตต์ และทั้งสองโครงการได้ทำสัญญาเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้ากับ Korea Electric Power Corporation หรือ KEPCO แล้ว

สำหรับโครงการ Nakwol 1 บริษัทถือหุ้นในสัดส่วน 49% ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงการพลังงานลมนอกชายฝั่งขนาดใหญ่ของเกาหลีใต้ และคาดว่าจะช่วยเพิ่มสัดส่วนรายได้จากพลังงานสะอาดในระยะยาว โดยตลาดเกาหลีใต้มีระบบสนับสนุนผ่านกลไกค่าไฟฟ้าและ Renewable Energy Certificate หรือ REC ซึ่งเอื้อต่อการลงทุนพลังงานหมุนเวียน

ส่วนประเทศญี่ปุ่น BGRIM ยังเดินหน้าพัฒนาโครงการพลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นสินทรัพย์ที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับผู้รับซื้อไฟฟ้าที่มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งช่วยสร้างความมั่นคงของกระแสเงินสดในระยะยาว และสอดคล้องกับแนวทางลงทุนของบริษัทที่ให้ความสำคัญกับผลตอบแทนที่เหมาะสมควบคู่กับความเสี่ยงที่บริหารได้

ขณะที่ “ออสเตรเลีย” เป็นอีกตลาดที่บริษัทมองเห็นโอกาสจากการเติบโตของพลังงานทดแทน ทั้งโซลาร์ฟาร์ม พลังงานลม และระบบกักเก็บพลังงาน หรือ BESS โดยนายพีรเดช อธิบายว่า การมีระบบกักเก็บพลังงานที่ดี จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารพอร์ตไฟฟ้า สามารถเก็บไฟฟ้าไว้ใช้หรือจำหน่ายในช่วงที่ความต้องการสูง และเป็นอีกเครื่องมือสำคัญในการลดความเสี่ยงจากความผันผวนของต้นทุนพลังงาน

นายพีรเดช ยังกล่าวว่า กลยุทธ์ดังกล่าวสะท้อนแนวคิด Natural Hedge เพราะการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงาน จะช่วยกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงฟอสซิล และเพิ่มความสามารถในการบริหารต้นทุนและรายได้ของบริษัทในระยะยาว

สำหรับสถานการณ์ในประเทศเวียดนาม BGRIM ยังให้ความสำคัญกับการบริหารโครงการภายใต้หลักธรรมาภิบาล และผลประโยชน์ร่วมกับประเทศเจ้าบ้าน โดยบริษัทยังอยู่ระหว่างการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปตามกรอบกติกา และเกิดประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว เชื่อว่าจะสามารถหาทางออกที่เป็นประโยชน์ร่วมกันได้

นายพีรเดช ยังย้ำว่า การลงทุนของ BGRIM ไม่ได้มุ่งหวังเพียงผลตอบแทนทางธุรกิจเท่านั้น แต่ต้องเป็นโครงการที่สร้างประโยชน์ให้กับประเทศที่เข้าไปลงทุน มีการจัดสรรผลประโยชน์อย่างเหมาะสม เป็นธรรม และยั่งยืนในระยะยาว

“เราไม่ได้เข้าไปลงทุนในประเทศใดเพียงเพื่อรับผลประโยชน์กลับมาอย่างเดียว แต่ต้องเป็นผู้ร่วมพัฒนาโครงการที่ดี สร้างผลประโยชน์ที่เป็นธรรม เหมาะสม และยั่งยืนให้กับทุกภาคส่วน” นายพีรเดช กล่าว

ทั้งนี้ BGRIM ตั้งเป้าขยายพอร์ตไฟฟ้าให้แตะ 10,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2030 ภายใต้กลยุทธ์ Green Leap: Global and Green โดยบริษัทระบุเป้าหมายขยายพอร์ตจากโครงการที่ดำเนินการแล้วและโครงการที่มี commitment แล้วให้ถึง 10,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2030 พร้อมผลักดันให้สัดส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น

นายพีรเดช กล่าวทิ้งท้ายว่า การทำธุรกิจพลังงานในต่างประเทศย่อมเผชิญความท้าทายจากกฎระเบียบ นโยบาย และสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่สิ่งสำคัญคือการปฏิบัติตามกติกาของแต่ละประเทศ พร้อมใช้ความเข้าใจ ความอดทน และการบริหารจัดการอย่างรอบคอบ เพื่อเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการเติบโตระยะยาว

Back to top button