BEAUTY ทองแท้หรือปลอม

ราคาหุ้นบริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ BEAUTY ร้อนแรงอีกครั้งในสัปดาห์ที่ผ่านมาจนมีมูลค่าซื้อขายแต่ละวันมากเกินกว่า 1 พันล้านบาท ยังผลให้ราคาที่เคยร่วงลงไปใต้ 2.00บาท กลับมายืนเหนือ 2.40 บาทแข็งแกร่ง

พลวัตปี 2020 : วิษณุ โชลิตกุล

ราคาหุ้นบริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชนหรือ BEAUTY ร้อนแรงอีกครั้งในสัปดาห์ที่ผ่านมาจนมีมูลค่าซื้อขายแต่ละวันมากเกินกว่า 1 พันล้านบาท ยังผลให้ราคาที่เคยร่วงลงไปใต้ 2.00บาท กลับมายืนเหนือ 2.40 บาทแข็งแกร่ง

หุ้นที่เคยมีราคาเลวร้ายสุดตัวหนึ่งของตลาดหุ้นไทยในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา จะสามารถกลับมายืนเหนือ10.00 บาทได้หรือไม่ และเหตุใดนักลงทุนหลายระดับจึงนิยมหุ้นตัวนี้มาก……มีคำเฉลยน่าสนใจ แม้อาจจะไม่ค่อยถูกใจกันถ้วนทั่วก็เถอะ

ดังที่ทราบกันดี นับแต่จดทะเบียนในตลาดเมื่อหลายปีก่อน ราคาหุ้นบริษัทผลิตภัณฑ์เสริมความงามอย่าง BEAUTY ที่เคยมีค่าพี/อี มากกว่า 45 เท่าขึ้นไปต่อเนื่องนานหลายปีจนทำให้คนในตระกูลไกรภูเบศกลายเป็นเศรษฐีหมื่นล้าน จากการทยอยขายหุ้นหลายครั้ง จนกระทั่งกลางปี 2561 ราคาหุ้นดิ่งเหวลงมาใต้ 10.00 บาท แต่ปีที่ผ่านมาราคาต่ำกว่า 2.00 บาท และไม่มีที่ท่าจะฟื้นตัวกลับขึ้นมาเหนือแนวต้านนี้ อีกเลย

เหตุผลสำคัญอธิบายจากมุมของ นักวิเคราะห์หลายสำนักว่า เป็นเพราะวิกฤตศรัทธาที่นักลงทุนที่เคยถือหรือติดหุ้นการตลาดความงามมาก่อน เพียงแต่ถ้าพูดจาภาษาของนักลงทุนเน้นคุณค่าอย่างเบนจามิน แกรห์ม คงต้องบอกว่าวิกฤตศรัทธา ที่เกินจริงเพราะหากมองจากมุมของปัจจัยพื้นฐานที่เรียกว่า bottom line จะเห็นได้ว่าเป็นปฏิกิริยาที่เกินจริง

ที่เกินจริงเพราะพิจารณาจากพื้นฐานของตัวเลขกำไรสุทธิ ยอดขาย และ รายได้ที่ลดลงฮวบฮาบเป็นสำคัญ แต่ลืมคิดถึงความสามารถทำกำไรในรูปอัตรากำไรสุทธิ คงเดิมหรือลดลงเพียงเล็กน้อย ซึ่งเทียบเคียงกับค่า พี/อี ที่ลดลงเหลือเพียงแค่ 11 เท่า

ราคาหุ้นที่ร่วงลงเกิน  90% เทียบกับกำไรสุทธิที่ลดลง 70% แต่ยังมีความสามารถทำกำไรในอัตราสูงต่อไป น่าจะทำให้ประเด็นเรื่องคุณภาพของกำไร บรรเทาลงไปได้แต่นักวิเคราะห์เกือบทุกสำนักล้วนมีบทบาทในการทุบราคา พากันสรุปว่า ที่ว่าราคาต่ำ ยังมีต่ำกว่า

นักวิเคราะห์เกือบทุกสำนักพากันแนะให้ “ขาย” ในปีที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลทำนองเดียวกันว่า มีการปรับลดกำไรอย่างมีนัยสำคัญอีกรอบในไตรมาสสองของปี ที่แสดงอาการยังไม่ฟื้นตัวในครึ่งหลังของปี โดยที่ทำกำไรสุทธิเพียง 47 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าประมาณการ 30%

ที่สำคัญ ตลาดในประเทศมีการแข่งขันสูงขึ้น ขณะที่แนวโน้มการทำธุรกิจในตลาดต่างประเทศยังย่ำแย่ ส่งผลต่อราคาเป้าหมายเหลือแค่ต่ำกว่า 2.50 บาท ซึ่งขัดแย้งกับคำอธิบายของนายพีระพงษ์ กิติเวชโภคาวัฒน์  รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ที่กลายเป็นโฆษกของ BEAUTY แทนหมอสุวิน ไกรภูเบศ ที่หลบไปอยู่หลังฉาก หลังจากไม่สามารถสร้างความกระจ่างถึงเหตุผล การขายหุ้นที่เพิ่มทุนและส่วนตัวหลายครั้งในช่วงเวลาของความหวือหวาของราคาหุ้นที่จบลง ผู้บริหารต้องพึ่งพาผลประกอบการขับเคลื่อนราคาเป็นหลัก

ความสามารถของผู้บริหารในการพลิกกลยุทธ์เพื่อตอบไลฟ์สไตล์ลูกค้า รุกการตลาด ดันยอดขายโตเพื่อกลับมาสะท้อนในราคาหุ้นรอบใหม่ จำต้องได้รับการพิสูจน์เมื่อเวลาผ่านไป

คำแนะนำของนักวิเคราะห์หลายสำนักเมื่อสิ้นไตรมาสสุดท้าย โดยปรับเปลี่ยนมุมมองเป็นบวกมากขึ้น คาดว่าปี 2563 จะเป็นปีที่เห็นการ Turnaround ได้อย่างชัดเจน ซึ่งจากการสอบถามไปยังผู้บริหารเชื่อมั่นว่าบริษัทจะบรรลุเป้ารายได้ 10% ได้ ส่งผลจากจะเห็นการปรับตัวดีขึ้นของรายได้จีน จากกลยุทธ์การขยายจุดจำหน่ายสินค้า

นอกเหนือจากนี้ บริษัทยังได้เซ็นสัญญากับพันธมิตรทางออนไลน์หลัก ๆ ของจีนครบทั้งหมดในปีที่ผ่านมา ซึ่งคาดหมายว่าจะผลิดอกออกผลว่าจะเป็นปีที่รับรู้รายได้ออนไลน์จากทุกช่องทางเต็มปี อีกทั้งคาดว่ารายได้ในประเทศปรับตัวดีขึ้น และรับรู้ต้นทุนที่ลดลงจากการปิดสาขาที่ไม่ทำกำไร

รายงานการรุกขยายฐานต่างประเทศ 15 ประเทศ ที่จะส่งผลให้ผลประกอบการของบริษัทเริ่มกลับมาดีขึ้น โดยตัวเลขรายได้จากจีนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันวางขายสินค้าแล้วกว่า 3 หมื่นจุด ยอดขายเฉลี่ย 50-60 ล้านบาทต่อเดือน ตั้งเป้าขยายให้ครบ 100,000 จุด นอกเหนือจากนี้ยังมีแผนเปิดตัวพรีเซนเตอร์ใหม่ในช่วงเดือน ก.พ.เน้นการโฆษณาในไทย แต่จะมีผลต่อยอดขายต่างประเทศด้วย

การเทิร์นอะราวด์ดังกล่าวคือข่าวดีที่คาดหวัง ทำให้นักลงทุนประเภทกองทุน และอื่นๆนอกเหนือจากแมงเม่าขาประจำเข้ามาซื้อขายกันคึกคัก ในยามที่ขาดแคลนหุ้นให้ซื้อขายทำกำไรระยะสั้นกัน

ตอนนี้คนลืมปฏิบัติการของกลุ่มผู้ถือหุ้นตระกูลไกรภูเบศที่เคยขายหุ้นออกจากมือมากเกิน “ขีดจำกัด” จนส่วนของการถือครองต่ำกว่า 25% ที่มีคนตั้งคำถามถึงอนาคต และกลายเป็นวิกฤตศรัทธาเกิดแรงขายชนิดเทกระจาดทุกราคาต่อเนื่องกันไปชั่วคราว

ดูเหมือนว่าวิกฤตศรัทธาที่เคยทำราคา BEAUTY ร่วงหมดสภาพจะจางหรือเลือนไป แต่จะเป็นทองแท้ หรือทองแดง ต้องดูผลประกอบการเป็นสำคัญ